
เล่าขานตำนาน"คน"
วาทกรรมการเมืองที่ปรากฏอยู่ในสื่อทุกแขนงยามนี้ เหมือนสังคมประชาธิปไตยไทยยังไม่พ้นเงา "การเปลี่ยนแปลง 2475"
เสียงเพรียกหาการเมือง "ก่อน 2475" สลับเสียงกู่ตะโกนจากอีกฟากฝั่งความคิดหนึ่งที่เชื่อว่า "อุดมการณ์ 2475" จักต้องเป็นจริง ซึ่งมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
อย่างเรื่องเล่าของพี่ชายชาวอีสานก็น่าสนใจ ในฐานะเป็นอดีตสหาย จึงได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษาของทหารให้ไปแสดงทัศนะเกี่ยวกับความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง
ในโต๊ะอาหารหลังงานเสวนา "นายพลทหารบก" แสดงความกังวลต่อการฟื้น "พรรคคอมมิวนิสต์" โดยอดีตสหายที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับขบวนการคนเสื้อแดง
พี่ชายตอบตรงไปตรงมา "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มันเป็นซากศพอยู่ในหลุม ถึงจะขุดมันขึ้นมา ก็ยังเป็นซากศพอยู่เหมือนเดิม"
ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งของพี่ชายที่ว่า "วันวาน มิอาจเป็นวันพรุ่ง อะไรที่เป็นอดีต มันก็คืออดีต"
ผู้ที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองช่วงสงครามเย็น แต่มีความเร่าร้อนจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน คงเห็นแย้ง และอาจถึงขั้นประณามหยามหยันว่าเป็นพวกยอมจำนน
หากพวกเขาได้อ่านหนังสือ "อำนาจ - ลอกคราบการเมืองไทย : อุดมการณ์ เพื่อชาติ และญาติมิตร" ของ รุ่งมณี เมฆโสภณ ก็คงเข้าใจถึงประโยคที่ว่า "วันวาน มิอาจเป็นวันพรุ่ง" ของพี่ชายชาวอีสานข้างต้น
จริงๆ แล้ว เนื้อหาในหนังสือเล่มใหม่ของ "รุ่งมณี" นักหนังสือพิมพ์มืออาชีพ กว่าครึ่งค่อนเล่มนั้นเป็นประวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ผู้เขียนเลือกจะขยายภาพของ "คน" ที่เกาะเกี่ยวอยู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยในห้วงเวลาดังกล่าว
"จากการศึกษาเรื่องราวของคอมมิวนิสต์ไทยนี่เอง ที่ทำให้ยิ่งประจักษ์ชัดว่า การเมืองนอกระบบกับการเมืองในระบบไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยเฉพาะด้วยลักษณะพิเศษของสังคมไทย ยิ่งพัวพันกันเป็นเรื่องอัศจรรย์ และนี่เองที่เมื่อหลายคนถามดิฉันก่อนหน้านี้ว่า กำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร คำตอบที่ได้จากดิฉันก็คือ...กำลังเขียนเรื่องของซ้าย-ขวา บนเส้นทางอุดมการณ์ อำนาจ และญาติมิตร อาจจะฟังดูเบาสบายเหมือนนิยายการเมือง แต่นี่คือสัจธรรมของการเมืองไทย ที่แม้ในยุคปัจจุบันก็ไม่ต่างไปจากนี้"
ถ้อยแถลงของผู้เขียนบอกชัด ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ "ประวัติศาสตร์หลวงของฝ่ายซ้าย" ที่เคยได้อ่านกันก่อนหน้านี้
มันเต็มไปด้วยเรื่องของ "คน" ที่เดินไปบนถนนอุดมการณ์ มีตัวละครมากหน้า ทั้งที่เคยคุ้นบนหน้าหนังสือพิมพ์ และเพิ่งเคยได้อ่านในครั้งนี้
ยกตัวอย่างเรื่อง "ชีวิตพิสดารของสังข์ พัธโนทัย" ที่ผู้คนไม่ค่อยได้รับรู้มากนัก
สังข์ พัธโนทัย มิเพียงแต่เป็นบิดาของ ดร.มั่น พัธโนทัย รมช.คลัง รัฐบาลปัจจุบัน
เมื่อยุคสงครามเย็น สังข์ พัธโนทัย เป็นคนสนิทของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้ที่คิดและเผยแพร่คำขวัญที่ว่า "คอมมิวนิสต์มา ศาสนาหมด"
แล้วจุดเปลี่ยนของสังข์มาถึง เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม เล่นเกมมหาอำนาจ ส่ง "สังข์" ไปปฏิบัติภารกิจ "ทูตลับ" ในแผ่นดินจีน และเพื่อแสดงความจริงใจในการสานสัมพันธ์กับจีนคอมมิวนิสต์ "สังข์" ยอมเสียสละส่งลูกชายหญิงไปอยู่เมืองจีน
จีนสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม "สังข์" กลับถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนโจมตีว่าเป็น "สมุนรับใช้จักรพรรดินิยมอเมริกา"
เรื่องราวของสังข์ในหนังสือเล่มนี้ มีสีสันและโลดโผนราวหนังจารกรรมฮอลลีวู้ด และสะท้อน "เกมอำนาจ" ของชนชั้นนำกับฝ่ายต่อต้านรัฐไทย บนกระดานการเมืองทั้งใต้ดินและบนดินในอดีต
นี่เป็นเพียงเรื่องเดียวในหลายสิบเรื่อง ที่อ่านสนุกไม่แพ้นิยายการเมือง
แคน สาริกา



