
'อูกันดา'ยอมเป็นที่ลี้ภัยของ'กัดดาฟี'
อูกันดาเป็นชาติแรกที่ยอมเป็นที่ลี้ภัยผู้นำลิเบีย เชื่ออาจอยากไปอยู่ละตินอเมริกามากกว่าแอฟริกา ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศลิเบียประกาศลาออกหลังจากเดินทางถึงอังกฤษ ขณะที่สหรัฐและอังกฤษส่งสายลับแทรกซึมเข้าไปในลิเบีย เพื่อชี้เป้าเครื่องบินรบและสร้างเครือข่ายเชื่อม
(31มี.ค.) อูกันดา เป็นหนึ่งในประเทศในแอฟริกา ที่พร้อมให้การต้อนรับพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ในกรณีที่เขาต้องลี้ภัยออกจากประเทศที่เขาปกครองมายาวนานกว่า 40 ปี แต่เขาอาจจะไม่ได้ได้เสวยสุขเหมือนอยู่ในประเทศของตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะถูกอายัดทรัพย์ที่กระจายอยู่ทั่วโลกแล้ว เขายังอาจถูกนำตัวไปเข้ารับการพิจารณาคดีที่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ ICC อีกด้วย
อีดี้ อามิน อดีตผู้นำเผด็จการที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายของอูกันดา ซึ่งไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่ซาอุดิอาระเบีย ตั้งแต่ปี 2523 นั้น ก็เคยลี้ภัยไปอยู่ที่ลิเบียก่อน และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายภายในคฤหาสน์ของเขาเอง ซึ่งพรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องดื่ม อาหารและผู้หญิง แต่สำหรับผู้นำลิเบียนั้นแม้อูกันดา จะเป็นประเทศแรกที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่ายอมให้ที่พักพิงแก่เขาโดยสมัครใจ แต่ยากที่เขาจะยอมออกจากลิเบียง่าย ๆ เว้นเสียว่าจะต้องใช้กำลังทางทหารบังคับ ขณะที่บรรดา
ผู้ชาติต่าง ๆ พากันหวังว่า เขาจะยอมไปจากลิเบียโดยดี และมีสัญญาณที่บ่งชี้ว่า คนใกล้ชิดของเขา ก็กำลังหาที่ไปให้กับเขาอยู่เช่นกัน
โฆษกของประธานาธิบดีอูกันดา ได้อ้างเหตุผลที่ยอมรับผู้นำลิเบียว่า ในสมัยที่อูกันดาปกครองโดยอีดี้ อามิน ที่สังหารประชาชนของตัวเองไปหลายหมื่นคน ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นั้น มีชาวอูกันดาจำนวนมากที่ได้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นทางเลือกในการลี้ภัยของผู้นำเบีย ล้วนอยู่ในแอฟริกาได้แก่ ช้าด , มาลี , ไนเจอร์ , อิริเทรีย และซูดาน แต่ทั้ง ช้าด , มาลีและไนเจอร์ ต่างก็เป็นสมาชิกของ ICC ซึ่งตามทฤษฎี ประเทศเหล่านี้สามารถจับกุมพันเอกกัดดาฟีได้ ถ้าเขาถูกตั้งข้อหา
ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอล่า ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพันเอกกัดดาฟีมายาวนานได้เรียกร้องขอเป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งในลิเบีย และระบุว่า เขาเพิ่งจะคุยกับพันเอกกัดดาฟี ที่บอกกับเขาว่า ไม่มีแผนจะลี้ภัยไปยังประเทศใดทั้งสิ้น และเมื่อถูกถามว่า เวเนซุเอล่ายินดีจะให้พันเอกกัดดาฟีใช้เป็นที่ลี้ภัยหรือไม่ ประธานาธิบดีชาเวซ ตอบว่า เขาคิดว่า ผู้นำลิเบียกำลังทำในสิ่งที่เขาต้องทำ ซึ่งก็คือการยืนหยัดต่อสู้กับจักรวรรดินิยม
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐ และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผู้นำเผด็จการ ให้ความเห็นว่า นอกจากเวเนซุเอล่าแล้ว ยังมีคิวบา และนิคารากัว ที่สนับสนุนพันเอกกัดดาฟีอย่างเปิดเผย ซึ่งคนอย่างพันเอกกัดดาฟีนั้นเป็นคนที่มีอัตตาสูง เขามีแนวโน้มยอมรับข้อเสนอประเทศเหล่านี้ มากกว่าประเทศเล็ก ๆ ในแอฟริกา เช่น อีริเทรีย
ประเทศนอกเหนือกจากนี้ ที่มีความเป็นไปได้คือ ซาอุดิอาระเบีย และเบรารุส ที่มีผู้ปกครองเป็นเผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป และถูกกล่าวหาว่าส่งอาวุธให้พันเอกกัดดาฟี ในช่วงที่นานาชาติบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอาวุธต่อลิเบีย แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคน กลับคิดว่า พันเอกกัดดาฟีจะไม่มีวันไปจากลิเบียและคิดว่าเขายินดีจะตายที่ลิเบีย
นักวิเคราะห์ที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ชี้ว่า พันเอกกัดดาฟีไม่มีทางออกจากลิเบียโดยสมัครใจ แต่ต้องอาศัยการกดดันทางทหารอย่างหนัก หรือไม่ก็ให้หลักประกันว่า เขาจะไม่ต้องไปขึ้นศาลICC ในบั้นปลาย ซึ่งถ้าพันเอกกัดดาฟีเลือกที่จะยอมลี้ภัยจริง เขาก็ต้องเลือกประเทศที่ไม่ยอมรับ ICC ที่อาจจะเล่นงานเขาในคดีก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ในช่วงวันแรก ๆ ของการกวาดล้างฝ่ายต่อต้าน
นายมุสซา คุสซา รัฐมนตรีต่างประเทศของลิเบีย เดินทางถึงสนามบินฟาร์นโบโรจ์ ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวานนี้ ก่อนจะประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยบอกว่าเขาไม่ต้องการเป็นตัวแทนของรัฐบาลลิเบียอีกต่อไป โดยกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์ว่า นายคุสซาเดินทางไปยังอังกฤษด้วยความตั้งใจของเขาเอง และได้แจ้งว่าเขาลาออกจากตำแหน่งแล้ว
แถลงการณ์ ระบุอีกว่า นายคุสซา เป็นหนึ่งในสมาชิกระดับสูงสุดในรัฐบาลของพันเอกกัดดาฟีและมีบทบาทในการเป็นตัวแทนของลิเบียในเวทีสากล ซึ่งเขาไม่อยากจะทำหน้าที่นี้อีกต่อไปแล้ว ทางการอังกฤษได้สนับสนุนให้คนที่อยู่รอบตัวพันเอกกัดดาฟี ถอยห่างจากเขาและไปหาอนาคตที่ดีกว่าให้กับลิเบีย ที่ยอมรับการส่งผ่านอำนาจทางการเมืองและมีการปฏิรูปอย่างแท้จริงตามความปรารถนาของประชาชนชาวลิเบีย
นายคุสซา เดินทางถึงอังกฤษ หลังจากพักอยู่ที่ตูนิเซียเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งรัฐบาลลิเบีย ระบุว่าเป็นการเยือนอย่างเป็นการส่วนตัว และหลังจากมีรายงานว่าเขาเดินทางต่อไปยังอังกฤษรัฐบาลลิเบีย ก็ยังอ้างว่า เขากำลังปฏิบัติภารกิจทางการทูต แต่ข่าวการไปถึงอังกฤษของเขาได้มีขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนายวิลเลียม เฮ้ก รัฐมนตรีต่างประเทศ ประกาศว่า อังกฤษได้ขับนักการทูตลิเบีย 5 คน รวมทั้งทูตทหารด้วย
ก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน ที่เป็นคนใกล้ชิดของพันเอกกัดดาฟี รวมทั้งรัฐมนตรีและนายทหารระดับสูง พากันแปรพักตร์ นับตั้งแต่เกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจการปกครองอันยาวนานถึง 42 ปี ของเขา แต่การแปรพักตร์ของนายคุสซา ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงสำหรับพันเอกกัดดาฟี เพราะที่ผ่านมา เขาได้ชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญที่พยายามปรับปรุงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของลิเบียในต่างประเทศ สำหรับวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
นายคุสซา วัย 59 ปี ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของพันเอกกัดดาฟี เขารับรัฐมนตรีต่างประเทศ เมื่อเดือนมีนาคม 2552 หลังจากดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการข่าวกรอง เมื่อปี 2537 เชื่อกันว่า เขาคือคนที่โน้มน้าวให้พันเอกกัดดาฟี ละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ ที่เปิดทางไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ เขาเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตลิเบีย ประจำอังกฤษ เมื่อปี 2523 แต่ถูกขับออกไป หลังจากระบุว่า เขาต้องการกำจัดศัตรูของลิเบียในอังกฤษ
ด้านพลตรี สุไลมาน มาห์มุด นายทหารระดับสูงที่แปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายต่อต้าน เปิดเผยในรายการ นิวส์ไนท์ ของ BBC เมื่อวันพุธว่า กองกำลังของเขาต้องการเวลาและความช่วยเหลือที่รวมทั้งอาวุธ , วิทยุและอุปกรณ์สื่อสาร ในการโค่นรัฐบาลพันเอกกัดดาฟี และถ้าได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ เขาคิดว่า พันเอกกัดดาฟี จะพ่ายแพ้ภายในเวลา 2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือ ก็อาจยืดเยื้อไปอีกกว่า 6 เดือน ซึ่งในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่า อาจจะติดอาวุธให้กับฝ่ายต่อต้าน
หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ส รายงานว่า สหรัฐและอังกฤษได้ส่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองแอบแทรกซึมเข้าไปในลิเบีย เพื่อติดต่อกับฝ่ายต่อต้านและรวบรวมข้อมูล เพื่อชี้เป้าให้กองกำลังผสมใช้ปฎิบัติการทางอากาศ ขณะที่ ABCนิวส์ รายงานว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ได้ลงนามในคำสั่งลับเปิดทางให้สำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA เข้าไปปฏิบัติภารกิจในลิเบีย แต่ทำเนียบขาวได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยอ้างธรรมเนียมปฏิบัติที่จะไม่พูดเรื่องข่าวกรอง และยืนยันว่าประธานาธิบดีโอบาม่า ยังไม่มีการตัดสินใจเรื่องการติดอาวุธให้กับฝ่ายต่อต้าน หรือกลุ่มอื่นใดในลิเบีย แต่จะใช้การประเมินและทบทวนทางเลือกที่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนชาวลิเบีย ซึ่งต้องมีการหารือโดยตรงกับทั้งฝ่ายต่อต้านและหุ้นส่วนนานาชาติด้วย
รายงานของนิวยอร์ค ไทม์ส ระบุว่า CIA ได้ส่งสายลับแทรกซึมเข้าไปรวมรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในกรุงทริโปลี และยังสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับฝ่ายต่อต้าน ที่เมื่อวันพุธ เพิ่งจะเสียพื้นที่ในการควบคุมให้กับกองกำลังของพันเอกกัดดาฟี และแม้ประธานาธิบดีโอบาม่าจะยืนยันว่า ไม่มีทหารราบของอเมริกัน เข้าไปปกป้องพลเรือนในลิเบีย แต่นิวยอร์ค ไทม์ส ระบุว่า มีสายลับอเมริกันกลุ่มย่อย ๆ เข้าไปปฏิบัติภารกิจในลิเบียมาหลายสัปดาห์แล้ว
รายงานยังอ้างเจ้าหน้าที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันของอังกฤษด้วยว่า กองกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษของอังกฤษ และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองต่างประเทศ หรือ เอ็มไอซิกซ์ ได้เข้าปฏิบัติภารกิจภาคพื้นดิน เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธและกองกำลังฝ่ายรัฐบาล ด้าน ABC นิวส์ ได้รายงานว่า ประธานาธิบดีโอบาม่า ได้ลงนามในคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ CIA เข้าไปปฏิบัติภารกิจในลิเบีย ซึ่งการลงนามในคำสั่งของประธานาธิบดีไม่ว่ากรณีใด ๆ ถือเป็นการวางกรอบทางกฎหมาย เพื่อการใช้ปฏิบัติการลับ และจะต้องมีขึ้นก่อนการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง
มีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ CIA ที่แทรกซึมเข้าไป ได้มีส่วนช่วยในการใช้ปฎิบัติการช่วยเหลือลูกเรือ 2 นาย ของเครื่องบินรบ เอฟ-15 อี สไตรค์ อีเกิล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญข่าวกรอง ระบุว่าCIA ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปติดต่อกับฝ่ายต่อต้านและประเมินความแข็งแกร่งและความจำเป็นในการรับความช่วยเหลือของฝ่ายต่อต้าน เผื่อว่าประธานาธิบดีโอบาม่าจะตัดสินใจติดอาวุธให้พวกเขา
ที่สหรัฐ ได้มีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นภายในฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโอบาม่า รวมถึงในสภาคองเกรสส์และระหว่างสหรัฐกับหุ้นส่วนในกองกำลังผสม เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการติดอาวุธให้ฝ่ายต่อต้านในลิเบีย โดยฝ่ายที่ต่อต้านแนวคิดนี้ เกิดความวิตกหลังจากพลเรือเอกเจมส์สตาฟริดิส ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังภายใต้สังกัดองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ให้ความเห็นว่า ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าเชื่อถือได้นั้น กลับมีบางส่วนที่โน้มเอียงไปเข้ากับอัล ไกดา หรือไม่ก็ ฮิซบุลเลาะห์
นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ , นายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหม , นายเจมส์ แคลปเปอร์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และพลเรือเอกไมค์ มุลเล่น ประธานเสนาธิการทหารร่วม ได้แถลงสรุปอย่างเป็นความลับต่อสภาคองเกรสส์ ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสส์ หลายคน โดยเฉพาะฝ่ายรีพับลีกัน ต่างตำหนิว่า พวกเขาไม่ได้รับการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการใช้ปฎิบัติการโจมตีทางอากาศต่อลิเบีย ก่อนที่ประธานาธิบดีโอบาม่าจะอนุมัติเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการติดอาวุธให้กับฝ่ายต่อต้าน



