ข่าว

ร.ล.จักรีฯภารกิจชุดแรกช่วยกว่า700ชีวิต

ร.ล.จักรีฯภารกิจชุดแรกช่วยกว่า700ชีวิต

31 มี.ค. 2554

พลันที่ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) สั่งการให้เรือรบหลวงจำนวน 4 ลำ คือ เรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงสุโขทัย เรือหลวงบางปะกง และเรือหลวงล่องลม พร้อมเฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ 2 ลำ และแบบซีฮอว์ก 3 ลำ รวมถึงชุดปฏิบัติการพิเศษ แพทย์ และพยาบาล

 ตลอดวันที่ 29 มีนาคม ต่อเนื่องถึงวันที่ 30 มีนาคม เรือรบหลวงทั้ง 4 ลำ ก็ปฏิบัติภารกิจพิทักษ์ชีวิตประชาชนอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะจุดที่มีนักท่องเที่ยวรออพยพมากที่สุด คือ "เกาะเต่า" จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

 ขณะที่เรือหลวงสุโขทัย เตรียมพร้อมปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่เกาะช้าง ส่วนเรือหลวงล่องลมปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ "หมู่เกาะสุรินทร์" เรือหลวงบางปะกงไปปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ "เกาะสิมิลัน"

 โดยเรือหลวงล่องลม และเรือหลวงบางปะกง ออกปฏิบัติการช่วยเหลือตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม ขณะที่เรือหลวงจักรีนฤเบศรเดินเรือออกจากท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 29 มีนาคม และถึงที่หมายเมื่อเช้าตรู่วันที่ 30 มีนาคม

 ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ มี พล.ร.อ.ณรงค์ เทศวิศาล ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นผู้สั่งการตามการสั่งการของผบ.ทร. โดยมี น.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ผู้บังคับการเรือหลวงจักรีนฤเบศร เป็นผู้ควบคุมการเดินทางไปเกาะเต่า ที่ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง

 เมื่อเรือหลวงจักรีนฤเบศรถึงจุดหมายในเวลา 06.00 น. ก็เริ่มปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ติดค้างอยู่บนเกาะเต่าประมาณ 1,100 คน ในจำนวนนี้มีดาราดังรวมอยู่ด้วย คือ "อ้อม" พิยดา จุฑารัตนกุล และ "ป้อง" ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ 

 อย่างไรก็ตาม แม้เรือหลวงจักรีนฤเบศรจะไปถึงแล้ว แต่ยังไม่สามารถอพยพคนขึ้นเรือได้ เนื่องจากคลื่นลมแรงจัด และมีสูงราว 3-4 เมตร ทำให้ไม่สามารถนำเรือลำเลียงพลอพยพคนจากฝั่งขึ้นบนเรือได้ตามที่วางแผนเอาไว้

 ผู้บังคับการเรือ คือ น.อ.สุวิน จึงใช้ช่วงเวลาระหว่างนั้นซักซ้อมการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างขะมักเขม้นนานนับชั่วโมง จนมั่นอกมั่นใจว่า การช่วยเหลือประชาชนที่ติดเกาะครั้งนี้จะมีความปลอดภัยทั้งกำลังพล และประชาชนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

 กว่าปฏิบัติการจะเริ่มขึ้นก็ต้องรอให้คลื่นลมเริ่มคลายความพิโรธลงในเวลาประมาณ 12.00 น. โดยใช้ "ชุดปฏิบัติการพิเศษ" ล่องเรือฝ่าคลื่นไปสู่ฝั่ง พร้อมเฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ 2 ลำ และแบบซีฮอว์ก 3 ลำ แต่เนื่องจากพื้นที่มีข้อจำกัด จึงส่ง ฮ.ไปได้ครั้งละ 1 ลำเท่านั้น

 ปฏิบัติการอพยพคนทาง ฮ.แต่ละครั้งจึงสามารถบรรทุกได้เพียง 10-12 คนต่อเที่ยว ขณะที่เรือลำเลียงพลก็บรรทุกคนได้เพียงเที่ยวละ 40-50 คนเท่านั้น ท่ามกลางคลื่นลมอันบ้าคลั่ง ทำให้การอพยพผู้คนเป็นไปอย่างทุลักทุเล

 นอกจากนี้ เนื่องจากเรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือรบขนาดใหญ่ จึงไม่อาจทอดสมอใกล้ฝั่งได้ ผู้คนที่รอการช่วยเหลือจึงต้องเดินทางจากฝั่งมาประมาณ 2-3 กิโลเมตร เมื่อมาถึงกราบเรือก็ต้อง "ปีนบันไดลิง" ที่มีความสูงถึง 6 เมตร ขึ้นมาบนเรือด้วย

 ปฏิบัติการครั้งนี้ แบ่งผู้อพยพออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ เด็ก-สตรี คนชรา จะเคลื่อนย้ายด้วย ฮ. ส่วนผู้ชายที่มีความแข็งแรงจะเคลื่อนย้ายด้วยเรือลำเลียงพล

 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องยุทโธปกรณ์ในการอพยพผู้คนที่สามารถบรรทุกคนได้จำนวนมาก และต้องใช้จำนวนเที่ยวในการขนย้ายมาก ทำให้เรือหลวงจักรีนฤเบศรสามารถอพยพผู้คนจนถึงตอนค่ำวันที่ 30 พฤษภาคม ได้เพียง 600-700 คน ส่วนนักท่องเที่ยวและประชาชนบนเกาะอีกร่วม 1,000 คน เรือหลวงจักรีนฤเบศรจะเดินทางกลับมารับอีกครั้งในวันที่ 31 พฤษภาคม หลังจากส่งผู้อพยพเที่ยวแรกถึงท่าเรือบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรียบร้อยแล้ว

 ด้านความเป็นอยู่ของผู้อพยพบนเรือ โดยเฉพาะเรื่องความกว้างขวางของสถานที่บนเรือ รวมทั้งอาหารการกินถือว่า "หายห่วง" โดยลูกเรือได้ปรุง “หมูทอดกระเทียมพริกไทย+ไข่ดาว” ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว และประชาชนที่ติดอยู่บนเกาะมาหลายวัน

 จากสีหน้าที่ซีดเซียว และอิดโรย ทุกคนค่อยมียิ้มระบายบนใบหน้าได้บ้าง ด้วยอาหารอร่อยๆ ที่พักค่อนข้างสะดวกสบาย โดยพวกเขามีกำหนดเดินทางถึงท่าเรือบางสะพานในเวลาประมาณเที่ยงคืนวันที่ 30 มีนาคม

 จากนั้นทุกคนก็จะแยกย้ายกลับบ้านเกิดของตนโดยสวัสดิภาพ แต่ภารกิจของเรือหลวงจักรีนฤเบศร "ยังไม่จบ" เพราะพวกเขาต้องอุทิศแรงกายและแรงใจเพื่อคอยช่วยเหลือผู้คนที่ติดค้างอยู่บนเกาะเค่าอีกนับพันชีวิต รวมถึงจุดอื่นๆ ที่มีการร้องขอความช่วยเหลือต่อไป

ฐานิส สุดโต