
เลือกเข้ามาเปลืองเงินภาษี
เหตุการณ์ประชุมสภาล่มสองวันซ้อน ต่อเนื่องมาจากวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) 3 ฉบับ ที่มี "เจริญ คันธวงศ์" ส.ส
สัญญาณที่ประชุมสภาทำท่าล่มเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ส่อเค้ามาตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะกว่าจะเริ่มเข้าสู่วาระการประชุมอย่างเป็นทางการเวลาล่วงก็เลยไปกว่า 10.30 น.
และทันทีที่เริ่มประชุม "ชัย ชิดชอบ" ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานการประชุม ได้แจ้งต่อที่ประชุมทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือรับคำร้อง กรณี "ศิริโชค โสภา" ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาหรือไม่ เรียบร้อยแล้ว
ทำให้ที่ประชุมอภิปรายกันกว้างขวางว่า ไม่ควรมีมติใดๆ เกี่ยวกับรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) 3 ฉบับ ที่มี "เจริญ" เป็นประธาน เพราะเชื่อว่า น่าจะเชื่อมโยงกับฉบับที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ จึงควรรอฟังคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน
โดยสมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายเกรงว่า ถ้ามีการลงมติรับรองหรือเห็นชอบกับรายงานชุดของ "เจริญ" อาจมีผลผูกพันและสร้างความเสียหายขึ้นได้
ขณะที่สมาชิกบางกลุ่มเห็นแย้งและควรเดินหน้าพิจารณาและรับรองรายงานผลการศึกษาได้เลย ระหว่างนั้นก็มีสมาชิกเสนอให้นับองค์ประชุม เนื่องจากสมาชิกในห้องประชุมบางตา
ในที่สุด เมื่อ "ประธานชัย" สั่งตรวจสอบองค์ประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องเพียง 262 เสียง ขาดไป 15 เสียง ประธานรัฐสภาจึงสั่งเลื่อนไปประชุมวันอังคารที่ 5 เมษายนนี้
มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ที่ประชุมสภาล่มเมื่อวันที่ 29 มีนาคม มีสมาชิกบางคนเจตนาไม่เข้าร่วมประชุม โดยอ้างติดภารกิจลงพื้นที่ แต่เชื่อว่า ลึกแล้วหลายคนอยากรอฟังคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน เนื่องจากกลัวได้รับผลกระทบจากการลงมติรับรองรายงานดังกล่าว
ส่วนเหตุการณ์ที่ประชุมสภาล่มเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น เพราะเป็นเพียงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ....เท่านั้น
ไม่มีความเสี่ยงเหมือนกรณีเจบีซี 3 ฉบับ ชุด "เจริญ คันธวงศ์" เป็นประธาน
และการประชุมครั้งนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ก็เข้าประชุมบางตาตั้งแต่เช้า จน "ประธานชัย" เปิดโอกาสให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ต่อที่ประสภาไปก่อนเข้าสู่วาระ
จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 10.30 น. เมื่อองค์ประชุมครบ "ชัย" จึงเข้าสู่วาระการประชุม ระหว่างการอภิปรายร่างพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย มีสมาชิกหลายคนสงวนคำแปรญัตติทำให้ต้องโหวตขอมติ
ปกติแทบทุกครั้งที่ "ชัย" ทำหน้าที่ "ประธาน" ก่อนการลงมติทุกครั้งจะกดออดเรียกสมาชิกตามที่ต่างๆ เข้าห้องประชุมหลายครั้ง ครั้งละกว่า 10 นาที
ครั้งนี้ก็เช่นกัน "ชัย" กดออดสั่งตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติกว่า 10 นาที พร้อมบ่นว่า “สงสัยวันนี้สภาจะล่มอีกแล้ว ก็ให้เขาด่าไป กดจนเมื่อยมือแล้ว ขอให้สมาชิกเข้าห้องประชุมมาแสดงตน ซึ่งถ้าไม่อยากประชุมก็ไม่เป็นไร ให้องค์ประชุมล่มไป ผมจะได้สบาย”
จากนั้น "ชัย" ให้สมาชิกเสียบบัตรแสดงตน ปรากฏว่า มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม 229 คน จาก 474 คน ขาดไป 8 เสียง ไม่ครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งที่ต้องมี 237 เสียง ทำให้ "ชัย" สั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 12.00 น.
การขาดประชุมของสมาชิกครั้งนี้ มีการยื่นหนังสือลา และไม่แจ้งหลายคน จากการตรวจสอบมี ส.ส.ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลขาดประชุมทั้งสิ้น 62 คน แยกเป็น พรรคประชาธิปัตย์ 17 คน, พรรคภูมิใจไทย 4 คน, พรรคเพื่อแผ่นดิน 21 คน, พรรคชาติไทยพัฒนา 13 คน, พรรครวมชาติพัฒนา 3 คน, พรรคกิจสังคม 2 คน และพรรคมาตุภูมิ 2 คน
หลังการประชุม แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ได้กำชับลูกพรรคให้มาร่วมประชุมทุกคนในวันพฤหัสบดีนี้ ห้ามขาดห้ามลา เพราะกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านวุฒิสภา แต่มาค้างคาที่สภาผู้แทนฯ จะได้พิจารณาเสียที
ที่สำคัญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาเช่นนี้แล้ว ส.ส.ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำหน้าที่ของตนด้วยการหนีประชุม
เพราะจะว่าไปแล้ว การพิจารณาเรื่องนี้เป็นช่องทางเดียวที่จะดึงกัมพูชามาถกในวงทวิภาคีและเวลาก็กระชั้นเข้ามาทุกขณะ หากล่วงเลยไปก็จะเข้าทางฮุน เซน ที่จ้องจะใช้พหุภาคีอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องกำหนดวันยุบสภาทำให้ ส.ส.ไม่มีกะจิตกะใจมาประชุม หากคิดเช่นนี้ก็เท่ากับว่า เป็นผู้ที่ไร้ความรับผิดชอบ
ขนาดเป็น ส.ส.ยังไม่ทำหน้าที่ของตน วันข้างหน้าจะเลือกเข้ามาเป็นส.ส.ให้เปลืองเงินภาษีทำไม
สมถวิล เทพสวัสดิ์



