ข่าว

"ธีระ”สั่งทุกหน่วยงานเฝ้าระวังน้ำท่วมใต้

"ธีระ”สั่งทุกหน่วยงานเฝ้าระวังน้ำท่วมใต้

30 มี.ค. 2554

"ธีระ”ชี้ปัญหาน้ำท่วมยังน่าห่วง สั่งทุกหน่วยงานตามติดเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ใกล้ชิด พร้อมประเมินเบื้องต้นพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหายกว่า 7 แสนไร่

 (30มี.ค.)  นายธีระ  วงศ์สมุทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จากข้อมูล ณ วันที่ 29 มี.ค 2554 พบว่า มีจังหวัดประสบภัย 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง ชุมพร กระบี่ และสงขลา ซึ่งเบื้องต้นมีพื้นที่ได้รับผลกระทบด้านการเกษตร แบ่งเป็น ด้านพืช เกษตรกร 111,827 ราย พื้นที่การเกษตรประสบภัย 732,655 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 248,899 ไร่ พืชไร่ 38,245 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 445,511 ไร่ 

สำหรับยางพารา ประมาณการพื้นที่คาดว่าจะเสียหายจากดินโคลนถล่มไม่เกิน 50,000 ไร่ เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้จะลดลงได้อย่างรวดเร็วจะไม่ทำให้ต้นยางพาราที่มีอายุมากไม่เสียหาย  ด้านประมง เกษตรกร 6,082 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ประสบภัย 7,409 บ่อ คิดเป็นพื้นที่ 10,018 ไร่ และ 1,130 กระชัง คิดเป็นพื้นที่ 20,976 ตารางเมตร  และด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 48,759 ราย สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 1,915,077 ตัว แบ่งเป็น โค – กระบือ 99,126 ตัว สุกร 112,429 ตัว แพะ 10,977 ตัว สัตว์ปีก 1,692,545 ตัว แปลงหญ้า 4,207 ไร่ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ให้การสนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 43,250 กิโลกรัม และดูแลสุขภาพสัตว์ 929 ตัว  พร้อมทั้งได้เตรียมเสบียงสัตว์สำรองที่ศูนย์ฯ/สถานีต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 8 แห่ง รวม 1,120 ตัน จากจำนวนศูนย์ฯ/สถานีต่างๆทั่วประเทศ 29 แห่ง จำนวนเสบียงสัตว์สำรองรวม 5,726 ตัน

            สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่เกิดจากฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2554 เป็นต้นมา ส่งผลทำให้หลายพื้นที่กำลังประสบปัญหาสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมขังขณะนี้ ประกอบด้วย  1.นครศรีธรรมราช  ที่เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องวัดปริมาณฝนเฉลี่ยอยู่ที่ 605 มม. โดยปริมาณฝนสูงสุดที่ อ.ท่าศาลา เฉลี่ยอยู่ที่ 1,114 มม. และมีฝนตกมากสุดในวันที่ 28 มี.ค.อยู่ที่ 372 มม.  จึงส่งผลทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และมีระดับน้ำของลำน้ำสายสำคัญต่างๆเพิ่มสูงขึ้นและไหลเอ่อล้นตลิ่งริมคลองเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร

            โดยขณะนี้ทางจังหวัดกำลังมีการได้ประกาศให้ทุกอำเภอเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติเพิ่มเติมแล้ว และคาดว่าจะมีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอีก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งสำรวจข้อมูลความเสียหายต่อไป จากพื้นที่ประสบภัยเดิมที่ได้มีการประกาศไว้รวม 20 อำเภอ ซึ่งกรมชลประทานโดยสำนักชลประทานที่ 15 ได้ เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ 52 เครื่อง ส่งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือแล้ว 11 เครื่อง ในเขตเทศบาล และ ส่งเครื่องผลักดันน้ำ 10 เครื่อง ติดตั้งไว้ตามประตูระบายน้ำต่างๆเพื่อสูบน้ำลงทะเล
  
            สำหรับในพื้นที่จังหวัดพัทลุงวัดปริมาณฝนที่ อ.เมือง สะสม 2 วัน(24-25 มี.ค.) สูงสุด 356.9 มม. ทำให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอ.เมือง. ควนขนุน .ศรีบรรพต ศรีนครินทร์ ป่าพะยอม กงหรา เขาชัยสน บางแก้ว ป่าบอน ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ  0.5-0.8  ม. กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานพัทลุงเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลือ 23 เครื่อง ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 วันที่เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องวัดปริมาณฝนได้เฉลี่ย 454 มม. โดยวัดปริมาณฝนสูงสุดที่ อ.ดอนสัก สูงสุด 668  มม. โดยวันที่มีปริมาณฝนสูงสุดคือวันที่ 26 มี.ค. อยู่ที่ 425 มม. ทำให้เกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ ส่วนจังหวัดชุมพร เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องวัดปริมาณฝนสูงสุดที่ อ.เมือง สูงสุด 115.0 และจังหวัดสงขลา เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องแต่ปริมาณฝนยังไม่มากนัก โดยปริมาณฝน สูงสุดอยู่ที่ 55.1 มม. ทำให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำริมทะเลสาบสงขลา 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอระโนด กระแสสินธุ์

  ทั้งนี้ จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงยังคงปกคลุมบริเวณภาคใต้และคาดว่าจะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลอันดามันในวันนี้ ทำให้ภาคใต้มีฝนชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ต่อไปอีก 1-2 วัน  ซึ่งได้มอบหมายให้กรมชลประทานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  
         ขณะเดียวกัน จากสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่ในขณะนี้ ที่ส่งผลทำให้เกิดอากาศหนาวเย็นฉับพลันในทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือ ทำให้สัตว์เลี้ยงของเกษตรกรได้รับผลกระทบและความเสียหาย ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รายงานว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน และตาก รวมพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 11 อำเภอ 23 ตำบล 103 หมู่บ้าน เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งหมด 812 ราย ส่วนจำนวนสัตว์ที่ได้รับความเสียหายขณะนี้อยู่ในระหว่างการสำรวจความเสียหายที่แน่ชัดอีกครั้ง  ซึ่งเบื้องต้นจากการตรวจสอบการตายของสัตว์อย่างผิดปกติพบว่า โคที่ตายเป็นโคที่ชาวบ้านเลี้ยงในลักษณะปล่อยหากินเองในป่า ไม่มีที่นอนเป็นหลักแหล่ง ทำให้โคมีสุขภาพอ่อนแอ ดังนั้น สภาพอากาศดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้โคกลุ่มดังกล่าวป่วยและตายได้ และจากการพิสูจน์ซากเบื้องต้นและดำเนินการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ก็ไม่พบเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคระบาดแต่อย่างใด

  สำหรับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบนั้น กรมปศุสัตว์ได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลสุขภาพสัตว์ ถ่ายพยาธิ และให้ยาบำรุง หากกรณีพบสัตว์ป่วยจะให้การรักษาอย่างเร่งด่วน รวมถึงให้คำแนะนำในการดูแลสัตว์เลี้ยง การให้ความอบอุ่นแก่สัตว์เลี้ยง เช่น การนำสัตว์เลี้ยงที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติกลับมาดูแลในบริเวณบ้านเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังให้การสนับสนุนหญ้าแห้ง แร่ธาตุก้อน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์เลี้ยง รวมถึงยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเก็บตัวอย่างชิ้นส่วนสัตว์ตายส่งศูนย์ชันสูตรเพื่อตรวจสอบสาเหตุ และเร่งสำรวจความเสียหายที่แท้จริงเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินฯ ต่อไป.