
ศชอ.เตือนพื้นที่เชิงเขาระวังโคลนถล่ม
ศชอ. เตือน พื้นที่ราบเชิงเขาและที่น้ำป่าเคยไหลหลาก ระวังดินโคลนถล่มเตรียมชงครม.จันทร์หน้า ของบ15,000 ล้านช่วยผู้ประสบภัย ด้าน รองอธิบดีปภ. เผย นครฯ-พัทลุง สถานการณ์อ่วมสุด เครื่องบิน ยังไม่สามารถลงจอดได้ เพราะน้ำยังท่วมขังรันเวย์ ขณะที่ชุมพรดินโคล
(30มี.ค.) นายวิทเยนทร์ มุตตามระ รอง ผอ.ศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย (ศชอ.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า ขณะนี้พบครอบครัวที่เดือดร้อนประมาณเกือบ 3 แสนราย แต่เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ยังมีฝนตกและน้ำท่วมเพิ่มเติมในแถบจังหวัดฝั่งอันดามัน ดังนั้นในวันศุกร์ที่ 1 เม.ย.นี้ คณะทำงานกลุ่มย่อยจะร่วมกันประชุมอีกครั้ง เพื่อวางกรอบและขออนุมัติงบประมาณเป็นรายครัวเรือน ส่วนการช่วยเหลือของกองทัพเรือที่ประชุมได้สอบถามกรณีเรือรบหลวง 4 ลำที่ไปทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ได้รับรายงานว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ ผบ.ทร. จะมีการประชุมอีกครั้งในช่วงบ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีพื้นที่ไหนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ รองผอ.ศชอ. กล่าวว่า ตอนนี้มีการประกาศเตือนทุกพื้นที่ที่อยู่ในบริเวณที่ราบเชิงเขา บริเวณที่เคยมีประสบการณ์น้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่มก็จะมีการระวังเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้บนภูเขาดินอุ้มน้ำเป็นจำนวนมาก และฝนยังตกหนักต่อเนื่อง ทุกพื้นที่ที่อยู่ติดเชิงเขาได้รับผลกระทบนี้ทั้งหมด แต่ที่ไหนเสี่ยงเป็นพิเศษก็จะมีการดำเนินการให้หน่วยงานราชการไปอบรม ซึ่งหลักเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยก็จะใช้หลักเกณฑ์เดิม ที่น้ำท่วมขัง 7 วันจึงจะมีการชดเชย แต่ครั้งนี้ในพื้นที่ภาคใต้ฝนตกหนักกว่าเดิมเพราะจากวันที่ 24-26 มี.ค. ที่ผ่านมา บางพื้นที่มีน้ำ 600-700 มิลลิเมตร แต่ครั้งที่แล้วหนักที่แค่เพียง 300-400 มิลลิเมตร
ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นจะมีการของบคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวนเท่าไร นายวิทเยนทร์ กล่าวว่า ถ้าตีว่ามีผู้เดือนร้อนที่ 3 แสนครอบครัว ก็จะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน เพราะต้องดูสถานการณ์ฝนขณะนี้ ที่กลุ่มฝนกำลังเคลื่อนย้ายไปฝั่งตะวันตกในพื้นที่ จ.กระบี่ จ.พังงา จ.ตรัง และจ.สตูล ส่วนการจ่ายเงินชดเชยเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยก็จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับเงินชดเชย 5,000 บาท รวมแล้วไม่น่าจะเกิน 2,000 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือสำหรับผู้เสียชีวิตจะได้จากกองทุนผู้ประสบสาธารณะภัย 50,000 บาทที่เพิ่มเติมจากที่ ปภ. ให้ตามหลักเกณฑ์เดิม ที่กำหนดว่าถ้ามีผู้เสียชีวิตจะได้เงินชดเชย 25,000 บาทแต่ถ้าผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้ 50,000 บาท
ด้านนายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดีกรมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า หลักเกณฑ์ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็จะใช้หลักเกณฑ์เดิม คือ 5,000 บาท คงมีการพิจารณาร่วมกันอีกครั้งในวันศุกร์นี้ โดยหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ส่วนการขยายงบประมาณในการช่วยเหลือจาก 50 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาท ขณะนี้ยังอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด แต่คงจะมีการขอเพิ่มในส่วนของ จ.กระบี่และพังงา และยังมีปัตตานี ยะลาซึ่งฝนยังตกหนักอยู่ ทางจังหวัดดังกล่าวอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์วันนี้อีก 1 วัน
รองอธิบดี ปภ. กล่าวว่า ขณะนี้มี 8 จังหวัดที่ยังประกาศเตือนเขตภัยพิบัต ซึ่ง จังหวัดที่หนักสุด คือ นครศรีธรรมราชและพัทลุง สำหรับเครื่องบินที่ยังไม่สามารถลงจอดได้ เพราะน้ำยังท่วมขังรันเวย์
ด้านนายจักร์พงศ์ เปี่ยมเมตตา นายอำเภอหลังสวน จ.ชุมพร รับแจ้งจาก นายกิตติคุณ เอี่ยมเจริญ หัวหน้าหมวดการทางหลังสวนว่าได้เกิดดินโคลนจากภูเขาข้างทางไหลถล่มลงมาทับ ถนนเอเซีย41 ในช่วง หลัก กม.ที่ 100+73 ในช่องทางขาล่องใต้ จาก กทม. 573 กม. ช่วง อ.หลังสวน จ.ชุมพร ไปยัง จ.สุราษฏร์ธานี พื้นที่ หมู่ที่ 6 ต.บ้านควน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ในขณะนี้ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่หมวดการทางหลังสวน เครื่องจักร อุปกรณ์ ต่างๆเพื่อนำดินออกจากจุดที่เกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยสมาคมพุทธประทีปหลังสวนและ ตำรวจ สภ.หลังสวน มาอำนวยความสะดวกทางด้านการจราจร โดยต้องปิดช่องทางขาล่องใต้ ให้รถเบี่ยงไปใช้ช่องทางขาขึ้น กทม.แทน
นายจักร์พงศ์ กล่าวว่า จากการที่มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ จ.ชุมพร ทำให้ดินภูเขาขนาดไม่สูงมาก ในจุดดังกล่าว อุ้มน้ำไม่ไหว เลื่อนไหลลงมาทับเส้นทางถนนเอเซีย41 ทั้ง2ช่องการจราจร ในช่องทางขาล่องใต้ จึงได้สั่งการให้อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน คาดว่าจะใช้เวลา ประมาณ 2 ชม.จะสามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติ โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เนื่องจาก เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงดึก ในขณะที่ฝนยังคงตกหนักตลอดเวลาในพื้นที่ จ.ชุมพร ทำให้ระดับน้ำยังคงท่วมสูงต่อไปในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร



