
บทบาทที่เคลือบแคลงของกองกำลังพันธมิตร
แม้กองกำลังพันธมิตรที่ร่วมปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าและน่านน้ำลิเบียจะยืนยันมาโดยตลอดว่า การปฏิบัติการของกองกำลังจำกัดอยู่ในกรอบมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ฉบับ 1970 และ 1973 ว่าด้วยการคว่ำบาตรการซื้อขายอาวุธต่อลิเบีย
และการป้องกันไม่ให้กองกำลังสนับสนุนรัฐบาลลิเบียเข่นฆ่าประชาชน เท่านั้น แต่ผลงานที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเปิดฉากโจมตีจุดยุทธศาสตร์และการกวาดล้างฐานที่มั่นทางทหาร ขบวนรถถัง รวมทั้งรถหุ้มเกราะลำเลียงพล และอาวุธต่อต้านอากาศยานของรัฐบาลลิเบียเมื่อวันเสาร์ (19 มี.ค.) จนถึงเวลานี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยไปทั่วโลกถึงเป้าหมายที่แท้จริงของปฏิบัติการของกองกำลังพันธมิตรว่า แท้จริงแล้วเป็นการปฏิบัติการเพื่อปกป้องชีวิตพลเรือนชาวลิเบีย หรือช่วยเหลือกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลให้เข้ายึดกรุงตริโปลี ที่เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของรัฐบาลลิเบียภายใต้การบริหารของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดี กันแน่
เพราะภาพที่ปรากฏตั้งแต่ช่วงต้นของการปฏิบัติการของกองกำลังพันธมิตร ที่ได้ใช้เครื่องบินรบ เครื่องบินทิ้งระเบิด และขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ถล่มจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกรุงตริโปลี ฐานยิงปืนต่อสู้อากาศยาน และจรวดต่อสู้อากาศยานแบบ แซม-5 ของรัฐบาลลิเบีย ที่ปกป้องน่านฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกถล่มราบในช่วงวันแรกๆ ก่อนที่กองกำลังพันธมิตรจะประกาศขยายเขตห้ามบินครอบคลุมพื้นที่ 1,000 กิโลเมตรโดยรอบกรุงตริโปลี และใช้เครื่องบิน และขีปนาวุธพิสัยไกลยิงถล่มฐานที่มั่นของกำลังสนับสนุนรัฐบาลต่อไปอีก
นั่นหมายถึงว่า พื้นที่ในรัศมี 1,000 กิโลเมตร จะเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของเครื่องบินรบกองกำลังพันธมิตรโดยลำพัง รัฐบาลลิเบียและกลุ่มกบฏไม่สามารถนำเครื่องบินขึ้นเพื่อใช้ห้ำหั่นกันได้อีกต่อไป ทำให้น้ำหนักการควบคุมพื้นที่เขตห้ามบินตกเป็นของกองกำลังพันธมิตรแต่เพียงกลุ่มเดียว
ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา กองกำลังพันธมิตรถล่มกองกำลังสนับสนุนรัฐบาลลิเบียที่ประจำอยู่ทางตอนใต้ และ ตะวันตกของเมืองเบงกาซี ที่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏทางตะวันออกของประเทศ ก่อนที่จะเปิดฉากถล่มกองกำลังรัฐบาลที่เมืองเซิร์ต ที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเบงกาซีกับกรุงตริโปลีเมื่อวันจันทร์ (28 มี.ค.) และในวันเดียวกันนั้นเอง กลุ่มกบฏก็ประกาศว่า สามารถเคลื่อนกำลังเดินหน้าไปทางตะวันตกของเมืองเบงกาซี มุ่งหน้าสู่เมืองเซิร์ต โดยมีเป้าหมายหลักที่กรุงตริโปลีต่อไปได้แล้ว
ทั้งยังประกาศด้วยว่า ได้ยึดเมืองราส ลานูฟ แหล่งผลิตน้ำมันหลัก และจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกเป็น 1-1.3 แสนบาร์เรลต่อวัน และหากมีโอกาสก็จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นวันละ 3 แสนบร์เรล ซึ่งกลุ่มกบฏได้ปูทางไปสู่การค้าน้ำมันเพื่อการส่งออก โดยได้เจรจากับกาตาร์ ประเทศอาหรับประเทศแรกที่เสนอตัวส่งเครื่องบินรบเข้าปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าลิเบียร่วมกับชาติตะวันตกเป็นประเทศแรก ในการใช้ประโยชน์จากปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมากใต้ผืนดินลิเบียในวันเดียวกันนั้นเอง
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยอมรับเมื่อคืนวันจันทร์ (28 มี.ค.) ว่า การใช้กำลังทางอากาศเหนือน่านฟ้าลิเบียได้ "เปิดโอกาส" ให้กลุ่มกบฏยึดคืนเมืองอัจดาบิยา และหยุดยั้งการรุกรานประชาชนของกองกำลังสนับสนุนรัฐบาลพันเอกกัดดาฟี แต่ยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารเป็นไปเพื่อการปกป้องชีวิตพลเมืองและยึดคืนพื้นที่ประเทศจากการปกครองของผู้นำเผด็จการให้แก่ประชาชนตาดำๆ เพียงเท่านั้น และได้ส่งมอบอำนาจการบัญชาการให้ พลโทชาร์ลส์ โบชาร์ด นายทหารระดับสูงของกองทัพแคนาดา เข้านั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการการปฏิบัติการของนาโตในประเทศลิเบียแล้ว
ทั้งยังกล่าวเสริมด้วยว่า การประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยประเด็นลิเบีย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันอังคาร (29 มี.ค.) จะมีการหาข้อสรุปในเรื่องมาตรการกดดันทางการเมืองเพื่อขับไล่พันเอกกัดดาฟีออกจากตำแหน่งอีกทางหนึ่ง
การปฏิบัติการของกองกำลังพันธมิตรที่เคยอยู่ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา และปัจจุบันได้ถ่ายโอนอำนาจการสั่งการของผู้แทนนาโต ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มกบฏรุกคืบเข้าใกล้เมืองหลวงเข้าไปทุกที การประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก และการสร้างความร่วมมือกับกาตาร์เพื่อการส่งออกน้ำมันจากลิเบีย และการที่นานาประเทศร่วมหารือเพื่อกดดันพันเอกกัดดาฟีออกจากตำแหน่ง เป็นภาพจิ๊กซอว์ที่หากนำมาประกอบกันจะช่วยเพิ่มน้ำหนักข้อสงสัยของผู้ที่ติดตามการปฏิบัติการของกองกำลังพันธมิตรมาโดยตลอดว่า กองกำลังพันธมิตรได้ "เลือกข้าง" ที่จะสนับสนุนกลุ่มกบฏขึ้นปกครองประเทศแทนพันเอกกัดดาฟี ที่เป็น "แบดบอย" ของชาติตะวันตกมานานกว่า 4 ทศวรรษ
โดยเป้าหมายที่สำคัญคือ น้ำมันดิบ ของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 13 ของโลกแห่งนี้นั่นเอง



