ข่าว

หวั่นพ่อค้าโขกราคาซ้ำเหยื่อน้ำท่วมใต้"พรทิวา"สั่งคุมเข้ม-แย้มขยับค่านม,ปุ๋ยหลังสิ้นมี.ค.

หวั่นพ่อค้าโขกราคาซ้ำเหยื่อน้ำท่วมใต้"พรทิวา"สั่งคุมเข้ม-แย้มขยับค่านม,ปุ๋ยหลังสิ้นมี.ค.

30 มี.ค. 2554

"พรทิวา" สั่งดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ภาคใต้ให้มีปริมาณเพียงพอ ทั้งตรวจเข้มพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุนสินค้า จับดำเนินคดีทันที คาดประชุม กกร.ต้นเดือน เม.ย.พิจารณาขยับราคานมสด-ปุ๋ย ยันแบ่งเงินกองทุนอ้อยฯ แค่ 400 ล้านช่วยผู้บริโภค ไม่กระทบเกษตรกร

 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในขณะนี้ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดูแลเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ และไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ซึ่งจากการตรวจสอบยังไม่พบการรายงานปัญหาแต่อย่างใด แต่หากพบว่าผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือกักตุน จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างทันที โดยจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรมสามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน 1569

 ส่วนมาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคมนี้ จะยังไม่มีการพิจารณาการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่จะพิจารณาเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ยื่นขอปรับราคามาก่อนหน้านี้ คือ น้ำมันถั่วเหลือง เหล็ก นมสด และปุ๋ยเคมี ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเครือสหพัฒน์ ยืนยันว่าจะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากตลาดนี้มีการแข่งขันที่สูง จึงต้องการให้เป็นไปตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ คาดว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาราคาสินค้าโดยเฉพาะนมสดและปุ๋ยเคมีก่อน

 สำหรับสถานการณ์ปัญหาน้ำตาล นางพรทิวา กล่าวย้ำว่า การนำเงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 1,500 ล้านบาท โดยเป็นเงินจากการเพิ่มปริมาณน้ำตาลทรายจาก 22 ล้านกระสอบ เป็น 25 ล้านกระสอบ โดยมีส่วนต่าง 3 ล้านกระสอบ ซึ่งคิดสัดส่วน 5 บาทต่อกิโลกรัม ที่จะนำเข้ากองทุน แต่เมื่อมีการระบุว่าต้นทุนการบรรจุถุงมีราคาสูงขึ้น และทางโรงงานขอเพิ่มค่าบรรจุจาก 75 สตางค์ เป็น 1.40 สตางค์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีแนวความคิดจะนำส่วนต่างมาชดเชย โดยคิดเป็นเงินส่วนต่างที่จะลดภาระต้นทุนให้แก่โรงงานผลิตน่าจะใช้เงินเกือบ 400 ล้านบาทเท่านั้น

 "เงินดังกล่าวถือเป็นเงินกองทุน และไม่กระทบการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และเป็นเม็ดเงินที่เก็บมาจากผู้บริโภคที่ซื้อน้ำตาลไปบริโภคไม่ให้เกิดการขาดแคลนและมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากเงินส่วนดังกล่าวมีผลกระทบต่อเกษตรกรแม้เพียงสลึงเดียว ก็จะไม่นำมาใช้โดยเด็ดขาด" นางพรทิวากล่าวและว่า

 กรณีน้ำมันปาล์ม ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติในวันที่ 30 มีนาคม 2554 จะพิจารณาว่าจะยังใช้มาตรการการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงกลั่นจำนวน 4 หมื่นตันภายในประเทศหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ปริมาณผลปาล์มดิบเพิ่มสูงขึ้น