ข่าว

สดศรียังกั๊กออกไม่ออกลั่นกม.ผ่านพร้อมอยู่

สดศรียังกั๊กออกไม่ออกลั่นกม.ผ่านพร้อมอยู่

29 มี.ค. 2554

“สดศรี”ยังกั๊กออกไม่ออกลั่นหากกม.ผ่านพร้อมเดินหน้าจัดเลือกตั้ง หากไม่ผ่านไม่ร่วมสังฆกรรม 4 กกต.ออกประกาศเลือกตั้ง เหตุไม่อยากร่วมซ้ำรอยประวัติศาสตร์กกต.ชุดเก่า โต้ขนาดส.ส.ยังย้ายพรรคได้ ทำไมจะไปบ้างไม่ได้ ชี้กฎหมายไม่ได้ห้าม พร้อมปลุกพนักงานกกต.ทันเขี้

(29มี.ค.) โรงแรมรามาการ์เด้นส์นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง  กล่าวถึงการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับที่อาจไม่แล้วเสร็จจนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ว่า เรื่องอุบัติเหตุทางการเมืองไม่สามารถคาดเดาได้ แต่หากมองในแง่ดีก็น่าจะแล้วเสร็จเพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้เคยประกาศว่าจะยุบสภาในระหว่างวันที่ 5 - 9 พ.ค.นี้ ซึ่งคิดว่าน่าจะพิจารณาเสร็จทัน อย่างไรก็ตามขณะนี้ทราบว่าส.ส.ได้มีการขอแปรญัตติหลายมาตรา เช่น บัตรเลือกที่ที่จะให้ทุกจังหวัดจัดพิมพ์ให้เหมือนกันหมด ซึ่งตรงนี้ถามกลับไปว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะผู้สมัครแต่ละเขตมีไม่เท่ากันจะทำให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และโรงพิมพ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยพิมพ์บัตรได้ตามใจส.ส.หรือไม่ เป็นต้น ซึ่งกกต.เองไม่ขัดข้องหากจะมีการแก้ไขกฎหมาย แต่ขอให้มีเหตุผลและยึดส่วนร่วมเป็นหลัก

 เมื่อถามว่า มีสัญญาณอะไรบ่งบอกที่จะทำให้ไม่มีการเลือกตั้งหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า มีหลายเรื่อง เช่นข้อตกลงเรื่องเจบีซี ที่ขณะนี้ทางรัฐสภาก็ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร จะจนมุมหรือไม่ จนไปนำสู่การยุบสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่คาดคิด เป็นปัญหาของนักการเมือง ในส่วนของกกต.ก็ภาวนาขอให้กฎหมายลูกเสร็จทันภายในกำหนดระยะเวลา เพราะกฎหมายนี้ต้องผ่านไปให้วุฒิสภาพิจารณาอีก จากนั้นก็ต้องนำร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยกกต.ต้องการให้ทุกอย่างเดินไปได้ด้วยดี และไม่ต้องการให้ย้อนกลับไปยังรัฐสภาอีกครั้ง เพราะอาจจะมีปัญหาในเรื่องขององค์ประชุมที่ไม่ครบ หรือมีเรื่องที่เป็นประเด็นทางการเมืองที่ไม่อยากทำให้เสร็จ แต่กกต.ก็มองในแง่ดีว่าจะเสร็จเรียบร้อย เพราะกกต.ไม่ต้องการที่จะออกประกาศหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 วรรค 2 ของพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
 
เมื่อถามต่อว่า หากได้เป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในช่วงที่มีการเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า ไม่คิดว่าตนเองจะสำคัญขนาดนั้นและกฎหมายเองก็ไม่ได้ห้ามให้กกต.ไปสมัครองค์กรใด ขนาดส.ส.ยังย้ายพรรคการเมืองได้และกฎหมายก็ไม่ได้ห้าม ทำไมกกต.ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำงานที่อื่น เหลือแค่รัฐมนตรีถ้าได้เป็นเมื่อไหร่ลาออกแน่นอน ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีใครมากดดัน แต่สิ่งที่วิตกคือเรื่องของกฎหมายอยากให้เสร็จภายในระยะเวลาที่นายกฯระบุไว้ว่าจะมีการยุบสภา การให้กกต.ออกประกาศเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง ถ้าเราออกกฎหมายแล้วมีการตีความได้ก็จะมีการร้องว่าการเลือกตั้งไม่ชอบ ขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ดังนั้นหากจะให้กกต.จัดการเลือกตั้งก็ขอให้อาวุธกับกกต.ด้วย

“สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้รุนแรงมาก การพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็ยังเป็นอย่างนี้ ถ้าเปิดอกคุยกันได้ คิดว่ากกต.ทุกคนคิดหนัก กับการที่จะใช้มาตรา 7 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในการออกประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เราไม่อยากให้วาระสุดท้ายของกกต.ชุดนี้ซ้ำรอยกกต.ชุดก่อน จึงอยากให้กฎหมายผ่านการพิจารณาของสภาฯให้เรียบร้อย ตอนที่นายกฯและเลขากฤษฎีกามาหารือกับกกต. ท่านก็ยังบอกว่าเสียดายที่ไม่ได้ให้กกต.เข้าไปมีส่วนร่วมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 แต่ทั้งนี้ถ้าที่สุดแล้วมีการยุบสภาโดยที่กฎหมายไม่แล้วเสร็จและกกต.ต้องออกประกาศฯ ดิฉันก็จะขอใช้สิทธิ์ไม่ลงนามในประกาศฯ เพราะในเมื่อกกต.ทั้ง 4 คนบอกว่าสามารถทำได้ และการออกประกาศฯเป็นเรื่องของเสียงข้างมาก ก็ให้ท่านลงนามและรับผิดชอบกับการถูกฟ้องกันไป ” นางสดศรีรกล่าว

นางสดศรี ยังกล่าวอีกว่า การไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในวันที่ไปสมัครยังได้พูดและชักชวนนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ท่านก็บอกว่าไม่เอา ซึ่งที่ไปสมัครเพราะเห็นว่าเป็นงานที่ตนเองอยากทำ และหากได้ทำก็จะอยู่ตรงนั้นเงียบๆ เป็นเวลา 8 ปี ไม่ได้คิดและคาดการณ์ว่าจะถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง ที่นำไปมองว่าไปสมัครเพื่อต้องการล้มการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าไม่มีกกต.เพียงคนเดียวไม่ใช่ว่าจะจัดการเลือกตั้งไม่ได้ ขนาดกกต.บางคนยังแสดงความยินดีด้วยซ้ำว่าเหลือเพียงแค่ 4 คนก็สามารถทำงานต่อได้และมองว่าช่วงเวลา 60 วันของการสรรหากกต. แทนตำแหน่งที่ว่างนั้นที่เหลือก็ทำงานต่อไปได้

“อยากบอกว่าการไปสมัครคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมันไม่ใช่ทางสะดวก เพราะมีผู้ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมจำนวนมาก รวมทั้งไม่ได้คิดไกลว่าจะได้ เพราะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดเดิมก็มาลงสมัครทั้งคณะ คณะกรรมการสรรหาก็คงต้องคัดเลือกกรรมการชุดเดิมเข้ามาทำหน้าที่ก่อน มองว่าเมื่อมีโอกาสก็อยากจะทำ ขนาดนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.ยังไปสมัครคณะกรรมการกิจการกระจายสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กสทช.)ได้ แล้วทำไมดิฉันจะไปสมัครบ้างไม่ได้ ” นางสดศรี กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าคิดว่าไม่ได้แล้วจะถอนตัวหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า ตนเป็นคนที่เดินหน้าแล้วไม่ถอยหลัง ก็ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาเลย ถ้าไม่ได้ก็จะได้รู้ว่าไม่ได้ และจะได้ถามสาเหตุว่าเพราอะไร

เมื่อถามต่อว่าหากได้รับการสรรหาก็จะลาออกใช่หรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า ยังไม่แน่ต้องดูกฎหมายลูกก่อนถ้าเรียบร้อยก็ไม่ไป

ผู้สื่อข่าวถามรายงานว่า วันเดียวกันนางสดศรียังได้กล่าวมอบนโยบายให้กับผู้ที่รับตำแหน่งหัวหน้างานของกกต.ใหม่ประจำปี 2554 ตอนหนึ่งระบุว่า การเป็นผู้บริหารที่ดีนั้นต้องรู้จักบริหารงาน บริหารคนต้องบริหารตนเองให้เป็น โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานของกกต.ต้องรู้ว่านักการเมืองทุกระดับที่เข้ามาหาตนเองนั้นต่างก็ประสงค์เพื่อหาประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น หลายครั้งที่กกต.ได้รับบัตรสนเท่ห์ว่าเจ้าหน้าที่กกต.รับสินบน ฉะนั้นจึงควรระมัดระวังตัวอย่าให้เขาเอาไปอ้างได้ นอกจากนี้ต้องรู้จักรักษาความลับขององค์กรและของทางราชการ เพราะการนำความลับไปเปิดเผยจะถูกดำเนินคดีทางวินัยและทางอาญา

“พนักงานกกต.ต้องทันต่อเขี้ยวของนักการเมือง ที่ผ่านมาเราถูกวิพากษ์วิจารณ์ตลอดว่าตามเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของนักการเมืองไม่ทัน ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเก่งเรื่องการโกง หากประกวดคงได้รับรางวัลระดับโลก เพราะขนาดโทรศัพท์สาธารณะก็ยังคิดใช้ไม้จิ้มฟันไปกั้นไว้ไม่ให้ตัวเองต้องเสียเงินค่าโทรศัพท์ วิธีการเหล่านี้คนไทยชำนาญ แต่เป็นวิธีการคดโกง อยากให้พนักงานกกต.ทำเป็นวิทยานิพนธ์หรือรายงานประกวดว่ามีความคิดในการป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างไร เพราะเชื่อว่าคนรุ่นใหม่สมัยนี้มีความเฉลียวฉลาดมากกว่าผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์บางคน ” นางสดศรีกล่าว
              นางสดศรียังกล่าวอีกว่า อยากให้พนักงานกกต.มีความรักและหวงแหนองค์กร ใครที่ปรามาสว่ากกต.จัดการเลือกตั้งไม่ดีก็ต้องรู้จักตอบโต้ และทำงานให้เห็นเพื่อเป็นการลบคำสบประมาท อย่างตนสมัยที่เป็นผู้พิพากษาใครว่าองค์กรก็จะต้องออกมาปกป้อง เมื่อมาเป็นกกต.ก็เช่นกัน ตนไม่ชอบคนที่กินบนเรือนแล้วขี้รดบนหลังคา เราอยู่องค์กรไหนต้องให้ใจกับองค์กรนั้น ถ้าบ้านเราเราไม่รักแล้วใครจะมารัก ตนเหลือเวลาอีกแค่ 2 ปีก็จะหมดวาระ ที่เป็นห่วงคือสำนักงานกกตงไม่มีพ.ร.บ..เกี่ยวกับองค์กร หากมีรัฐประหารองค์กรก็จะไปเลย แล้วอยากหวังว่าจะมีการตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาอีก เวลานี้มีคนอยากทำหน้าที่นี้อย่างยิ่ง เพราะกกต.เป็นองค์กรที่ชี้เป็นชี้ตาย พนักงานไม่ต้องศรัทธากกตงทั้ง 5 คน แต่ต้องศรัทธาและรักษาองค์กรเอาไว้ ต้องคิดว่าปากท้องอยู่ที่นี้ อย่าทุบหม้อข้าวตนเอง และต้องคิดว่าพนักงาน 2 พันคนเหมือนอวัยวะขององค์กร อย่าให้เขามาตัดแขนตัดขา เพราะไม่เช่นนั้นองค์กรก็จะทำงานไม่ได้

“แม้ว่าดิฉันและคณะจะมีเหตุจำเป็นต้องไปหรือต้องไปทั้งหมด พนักงานก็ต้องอยู่เพื่อองค์กรของเรา 12 ปีที่ผ่านมาอย่าให้เป็นแค่ประวัติศาสตร์ ว่าครั้งหนึ่งเคยมีกกต. แต่ต้องทำให้อีก 50 ปีก็ยังมีกกต. ถ้าทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักว่าองค์กรเราล้มไม่ได้และเราจะอยู่ยั้งยืนยงไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับก็ตาม ” นางสดศรี กล่าว