ข่าว

รัฐสภาถกเจบีซีล่ม!องค์ประชุมไม่ครบ

รัฐสภาถกเจบีซีล่ม!องค์ประชุมไม่ครบ

29 มี.ค. 2554

รัฐสภาถก "เจบีซี" ล่ม ! องค์ประชุมไม่ครบ หลังเสียงแตก"ฝ่ายค้าน-สว."เสนอให้ชะลอรับทราบ เจบีซีจนกว่าศาล รธน.มีคำวินิจฉัย “นายกฯ” เห็นคล้อย แต่ขอให้สภาลงมติเฉพาะส่วนข้อสังเกต กมธ.เจบีซี หวังเป็นกลไกฟื้นเจตจาทวิภาคีแก้ปัญหาดินแดนไทย-กัมพูชา ด้าน "ชัย” ระบุปร

 (29มี.ค.)  การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) 3 ฉบับ ซึ่งเป็นวาระพิจารณาที่เลื่อนมาจากการพิจารณาในรอบแรก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.45 น. โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมแจ้งให้กับที่ประชุมว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือรับคำร้อง 5/2554 กรณีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะรวม 80 คน อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเสนอคำร้องต่อประธานรัฐสภาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผลการพิจารณา ศึกษาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญาต้องได้รับ ความเห็นชอบ จากที่ประชุมร่วมรัฐสภาหรือไม่

 จากนั้นมีสมาชิกรัฐสภาอภิปรายแสดงความเห็นว่าควรให้ชะลอการลงมติเรื่องดังกล่าวออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยแล้วเสร็จ อาทิ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าตามในรัฐธรรมนูญส่วนที่ 8 ว่าด้วยการควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 154(2) วรรคสองระบุว่าระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้นายกฯ ระงับการดำเนินการเพื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ตนมองว่าข้อหารือเรื่องเจบีซีที่กระทรวงการต่างประเทศส่งมาให้รัฐสภาพิจารณา เหมือนกับการตราพระราชบัญญัติ ดังนั้นเมื่อมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลมีการรับเรื่องแล้ว องค์กรอื่นควรหยุดการดำเนินการ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร

 ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าตนเห็นด้วยที่จะให้หยุดการให้ความเห็นบันทึกการประชุมเจบีซี 3 ฉบับออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ทั้งนี้เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับการพิจารณาครั้งต่อไป ส่วนการประชุมครั้งนี้ในส่วนของการรับรองรายงานผลการศึกษาและข้อสังเกตของกมธ.เจบีซี ที่มีนายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานกมธ.นั้น ควรดำเนินการต่อไป

 ส่วนน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. อภิปรายว่าเมื่อมีการทักท้วงเรื่องดังกล่าว ควรที่จะรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเสร็จก่อน หากศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นหนังสือสัญญา ก็ไม่ใช่อำนาจของรัฐสภาที่ต้องให้ความเห็นชอบ แต่หากมีการไม่รอคำวิจฉัยแล้วรัฐสภารับรองตนเกรงว่าอาจจะเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญได้

     จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงผลการหารือกับกมธ.เจบีซี รัฐสภาต่อที่ประชุมว่า บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชานั้นเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ตั้งแต่แรก ดังนั้นหน่วยงานต้องส่งเรื่องเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา จากเรื่องที่ค้างในสภาก็นำไปสู่การตั้งกมธ.เจบีซีเพื่อพิจารณา โดยล่าสุดนั้นกมธ.เจบีซีได้พิจารณาและมีข้อสังเกตที่ต้องส่งให้รัฐบาลปฏิบัติ หากรัฐสภามีมติส่งให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ รัฐบาลต้องนำไปปฏิบัติจากนั้นต้องแจ้งกลับมายังที่ประชุมรัฐสภาภายใน 60 วัน เบื้องต้นหากรัฐสภาผ่านข้อสังเกตตนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว คือ สัปดาห์ที่จะถึงนี้ หรือหากไม่ทันก็จะเป็นในสัปดาห์ถัดไป ส่วนตัวบันทึกการประชุมเจบีซีนั้น ยอมรับว่ามีปัญหาด้านข้อกฎหมาย ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมก่อน

 “ความพยายามของรัฐบาลต้องการใช้กลไกระดับทวิภาคีแก้ปัญหา ไม่เช่นนั้นการแก้ไขปัญหาจะยุ่งยาก ซับซ้อน เพราะขณะนี้มีความพยายามนำปัญหาเข้าสู่เวทีพหุภาคี ขณะนี้ได้ตรวจสอบแล้วมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะสามารถฟื้นกลไกทวิภาคีได้ ก่อนการประชุมเจบีซีในสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายนนี้ เบื้องต้นคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาไม่นาน เพื่อให้รัฐสภาพิจารณารับรองบันทึกการประชุมได้ทันก่อนการประชุมเจบีซีกับประเทศกัมพูชา” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การประชุมวันนี้ไม่ได้รับทราบการบันทึกการประชุมเจบีซีแต่เป็นการรับทราบข้อสังเกตของกมธ.เจบีซี เป็นสิ่งที่ดี เป็นการยืนยันว่ากลไกเดินหนาให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี แต่หากไม่ให้ความเห็นจะเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ ส่วนบันทึกการประชุมเจบีซีจะเป็นอย่างไรก็รอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

      จากนั้นนายชัย กล่าวว่าจากการสอบถามจากที่ปรึกษาด้านกฎหมายรัฐสภาแล้วพบว่าไม่มีบทบัญญัติใดให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาชะลอหรือระงับการพิจารณาเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณาและอยู่ระหว่างรอการวินิจฉัย แม้จะมีการโยงให้เข้ากับมาตรา 154   แต่ไม่ได้กำหนดครอบคลุมถึงการประชุมร่วมรัฐสภาแต่อย่างใด

 จนกระทั่งเวลา 13.40 น.นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอขอให้มีการนับองค์ประชุม เนื่องจากเรื่องดังกล่าว ถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ดูสมาชิกอยู่ภายห้องค่อนข้างน้อยมาก ประธานได้ให้สมาชิกเสียบบัตร ยังไม่แจ้งผลการตรวจสอบองค์ประชุม กลับได้มีถกเถียงกันอีกครั้ง ทำให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรี ได้เสนอญัตติขอให้พักการพิจารณาเรื่องข้อสังเกตไว้ก่อนโดยรอจนกว่าจะมีผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนแล้วค่อยนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้งซึ่งประธานท้วงติงว่า หากเสนอญัตติซ้อนญัตติจะทำให้เรื่องนี้ต้องตกไป แต่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ดำเนินการลงมติต่อไปว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับข้อสังเกตไปเลย

 ในที่สุด ประธาน จึงได้สั่งตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะขอลงมติที่ประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องเพียง 262 เสียง ขาดเสียงไป 15 เสียง จึงจะครบองค์ประชุม 277 เสียง เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ทำให้ประธานรัฐสภาสั่งเลื่อนไปประชุมร่วมฯไปในวันอังคารที่ 5 เม.ย.นี้ และสั่งปิดประชุมในเวลา 14.15 น.