
กติกาบ้านเมืองอยู่ไหน
ถึงแม้ว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมจะประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อ แม้ว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาออกมาให้มีการเลือกตั้งแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็มีคำถามว่า จะทำเช่นที่ว่านั้นได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
นั่นคือที่มาของกระแสข่าวว่า แกนกลุ่มผู้ชุมนุมกำลังวางแผนที่จะยุติการชุมนุมให้สวยงามหมดจด
เพราะกฎหมายเลือกตั้งที่มีอยู่นั้นให้อำนาจ กกต.ในการจัดการกับการขัดขวางการหาเสียงของพรรคการเมือง และให้อำนาจจัดการกับพรรคการเมืองที่ปราศรัยใส่ร้ายพรรคการเมืองอื่น
โทษหนักสุดถึงขั้นยุบพรรค
ตรงนี้อาจจะเป็นแรงบีบให้แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมต้องตัดสินใจ
เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นประกอบไปด้วยแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดิม ที่อยู่นอกวงการเมือง กับอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตร ที่บัดนี้กลายเป็น แกนนำพรรคการเมืองใหม่
โดยเฉพาะ สมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ที่ประกาศชัดแล้วว่า จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งแน่นอน โดยไม่สนว่า จะ VOTE NO หรือไม่ แต่หากการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมยังคงเดินหน้าถล่มประชาธิปัตย์อยู่อย่างนี้ พรรคการเมืองใหม่ก็เสี่ยงที่จะเจอกับอำนาจของ กกต.
ผลการถกเครียดที่ออกมาก็คือ กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมจะเดินขบวนถวายฎีกา พึ่งบารมีในหลวงหากว่า สมาชิกรัฐสภามีมติรับร่างข้อตกลงเจบีซี ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้ข้อสรุปแต่แรกแล้วว่า จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนให้แก่เขมร
โดยหากเป็นไปเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันทำผิดระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร
ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ การถวายฎีกา โดยกำหนดวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นวันจักรี เป็นวันถวายฎีกา ซึ่งเมื่อถวายฎีกาแล้ว ก็จำเป็นต้องยุติการชุมนุม เพื่อรอพระราชวินิจฉัย
กระแสข่าวจากกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นระบุว่า หากเป็นประเด็นนี้ ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะหยุดการชุมนุมไปก่อน !
เพราะนอกจากประเด็นที่ว่ามาแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องแนวร่วมที่แทบไม่เพิ่มขึ้นจากเดิมเลย ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
นอกจากนี้ สถานการณ์ความปลอดภัยของแกนนำ โดยเฉพาะ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เขม็งเกลียวขึ้นทุกขณะ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้แกนนำรุ่นแรกๆ กลับไม่ค่อยเห็นพ้องด้วยนัก เพราะยังเชื่อว่าการชุมนุมที่ยืดเยื้อออกไป โดยลดความรุนแรงในการปราศรัย ไปเน้นในเรื่องการให้ความรู้น่าจะเป็นทางออกที่ดี
เปลี่ยนจากสมการ จำลอง สนธิ ประพันธ์ ปานเทพ มาเป็น จำลอง เอ็นจีโอ และพิภพ ธงไชย ซึ่งมีลีลาไม่โลดโผนเสียดสีรุนแรง ให้ความรู้แก่ผู้ชุมนุม ก็น่าจะทำให้การชุมนุมเดินหน้าต่อไปได้ และได้รับการตอบรับจากแนวร่วมมากขึ้น
แต่ปัญหาก็คือ หากการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปแล้วการวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยความจริงอย่างหมดเปลือก ก็น่าจะทำให้กระแสพรรคประชาธิปัตย์ตก นั่นก็อาจจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง
หากเป็นเช่นนั้น ก็มีการเสนอว่า ควรจะตั้งเงื่อนไข 3 ข้อไปยื่นให้รัฐบาลใหม่แก้ไข
1.ต้องเลิกเอ็มโอยู 43
2.ให้ประเทศไทยถอนตัวออกจากการเป็นกรรมการมรดกโลก
3.ให้รัฐบาลสั่งการไปยังกองทัพ จัดการขับไล่ประชาชนชาวกัมพูชา และทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกันอยู่
ถ้าหากว่ารัฐบาลใหม่ไม่ทำตามเงื่อนไขที่ยื่นไป ก็ค่อยระดมคนมาร่วมชุมนุมอีกครั้ง
แน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้น การชุมนุมก็เพื่อขับไล่รัฐบาลหน้า
นี่เป็นแผนคร่าวๆ ที่ยังต้องรอว่า เมื่อถึงกำหนดนัด จะเดินไปตามนี้หรือไม่
แต่หากไม่เดินต่อ และเลือกที่จะยืดเยื้อออกไปเช่นนี้ โดยไม่สนใจว่า มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว ก็คงต้องถามถึงความชอบธรรมจากกลุ่มผู้ชุมนุม
เพราะข้อเรียกร้องที่เป็นอยู่ ไม่สามารถเรียกร้องเอากับรัฐบาลรักษาการได้อยู่แล้ว
แล้ววันเวลาที่ควรจะเป็นช่วงของการณรงค์เลือกตั้ง ผู้คนก็คงจะสนใจ ตื่นเต้นไปกับแคมเปญของพรรคการเมืองและผู้สมัครทั้งหลาย
แม่ยกทั้งหลายยังจะมานั่งหน้าเวทีฆ่าเวลากันอีกหรือ ?
ยิ่งถ้าหากว่า มีการถวายฎีกาด้วยแล้ว ยิ่งต้องถามถึงความชอบธรรม
แต่ถ้าไม่ได้ถวายฎีกา และจะเดินหน้าชุมนุมกันต่อ ก็เป็นเรื่องที่ไปว่ากันต่อไป
ใครใคร่ชุมนุมก็ชุมนุม ใครใคร่เลือกตั้งก็เลือกตั้ง
ถ้าทำกันอย่างนี้ถามว่า กฎกติกาบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน ?
ศรุติ ศรุตา



