
นายกฯ ตำรวจ
เมื่อวานเขียนถึงเรื่องชนชั้นทางกฎหมายที่คนในกระบวนยุติธรรม ชำแหละกันเอง ในงานสัมมนาของกระทรวงยุติธรรมครบรอบ 119 ปี
กระบวนการยุติธรรมแบ่งคนรวยกับคนจนออกจากกัน ไม่ต้องไปดูอื่นไกลง่ายๆ คดีจราจร 9 ศพบนทางด่วนกับคดี "ซูเปอร์คาร์" ราคาหลัก 10 ล้านบาท ที่ชนสาวลาวขาดสองท่อน ก็พอเห็นชัด
ปัญหาทางกฎหมายบ้านเรามักเกี่ยวข้องกับอำนาจและฐานะทางสังคม
นักวิชาการมากมายออกมาอธิบายถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองที่แบ่งแยกเป็นสี ความแตกร้าวในสังคม ส่วนหนึ่งมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน
คนบังคับใช้กฎหมายเบื้องต้นก็คือ ตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด
จะโทษองค์กรตำรวจอย่างเดียวก็คงไม่ถูกนัก เนื่องจากอำนาจทางการเมืองเข้ามาครอบงำ แทรกแซงทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่างหรือตำรวจชั้นผู้น้อย
นักการเมืองเข้ามากดหัวโดยถือดาบการแต่งตั้ง ตำรวจอ่อนแอไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อต้าน จึงตกเป็นเบี้ยล่าง คอยรับใช้นักการเมืองและเห็นผลทันตากับการโยกย้าย
ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยเดินตกหลุมจากการแต่งตั้งผบ.ตร.ที่สุดท้ายต้องยื้อรักษาการฯ จนเกือบเกษียณ บทเรียนแบบนี้มาจากการขาดความเข้าใจในอำนาจหรือธรรมชาติขององค์กร
ยุคที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรืองอำนาจ องค์กรตำรวจยิ่งใหญ่พอสมควร มีนายตำรวจมากมายถูกส่งออกไปคุมหลายหน่วยงาน ส่วนหนึ่งเพราะตำรวจรู้ช่องทางกฎหมาย จัดเจนกับนโยบายที่ก่ำกึ่งกฎหมาย
แต่ก็มีข้อเสียเพราะความก้าวหน้าก็มีเฉพาะพรรคพวกกลุ่มบริวารเท่านั้น
มาวันนี้ "รัฐตำรวจ" หมดไปแล้ว เหลือแต่เมืองขึ้นนักการเมือง
มีโพลล์ทางการเมืองออกมาน่าสนใจ หลังจากมีข่าวร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตมท.1 มีคะแนนสูสีในการชิงตำแหน่งนายกฯ กับนายอภิสิทธิ์ แต่เจ้าตัวบอกว่ายังไกลเกินฝัน เพียงแต่พรรคการเมืองฯ ที่เกิดขึ้นเป็นตัวเลือก
คนที่เบื่อสีต่างๆ ที่ดูแปลกๆ อยู่เหมือนกัน เพราะกลไกในพรรคมีคนสองสี และสองส่วนของรัฐบาลรวมอยู่ด้วย
ไม่ว่าที่มาที่ไปจะเป็นอย่างไรคงไม่สำคัญหากมีคนเลือก เมื่อคว้าฝันได้เมื่อไหร่ ประเภทร่างหนังสือรอจังหวะในทำเนียบคงไม่เกิดให้ใครขนลุกเล่นแน่นอน



