
ว่าด้วยเรื่องผู้นำและภาวะผู้นำในการเมืองไทย(?)
ผมคิดว่าเรากำลังเผชิญปัญหาเรื่องของผู้นำและภาวะผู้นำในทางการเมืองไทยถึงขั้นรุนแรง (ขอไม่ใช้คำว่าวิกฤตินะครับ เพราะใช้กันเยอะ)
นั่นหมายถึงเรามีตัวชี้วัดเรื่องของการขาดผู้นำอยู่สามประการ
หนึ่ง นั้นก็คงจะเป็นที่ทราบอยู่ว่า การขาดผู้นำนั้นเป็นเอามากในช่วงนี้ เห็นจากการที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงการตั้งคำถามประเภทที่ว่าถ้าไม่เลือกคนนี้จะเอาใครมาแทน ดังกรณีของคำวิจารณ์ของคุณอภิสิทธิ์ หรือแม้กระทั่งการไม่มีใครตั้งคำถามว่าการจับมือกันของชาติไทยพัฒนากับภูมิใจไทยนั้น จะเอาใครมาเป็นผู้นำพรรค
กรณีการขาดผู้นำนั้นยังรวมไปถึงกระแสการผลักดันคุณปุระชัย ให้มาเป็นหัวหน้าพรรค ที่คุณปุระชัยเองก็แบ่งรับแบ่งสู้มาโดยตลอด
สอง ถ้าเราขาดแคลนผู้นำจริงๆ ทำไมเราถึงเจอแต่ข่าวลือเรื่องการทำรัฐประหาร ทั้งที่เราก็พอจะคาดเดาได้ว่า การทำรัฐประหารนั้นอาจไม่ใช่การตัดสินใจของคนคนเดียว แต่มีลักษณะที่ผู้ทำรัฐประหารเองมักแสดงความอึดอัดในการตัดสินใจ จนทำให้ไม่แน่ใจว่าตกลงผู้นำการทำรัฐประหารนั้นตัดสินใจเอง หรือมีการทำรัฐประหารที่ผู้ตัดสินใจนั้นอาจไม่ได้ออกหน้า หรือไม่ต้องรับผิดชอบ
เรื่องนี้ก็โยงใยกับเรื่องแรก นั่นก็คือ ตกลงเราขาดแคลนผู้นำจริงๆ หรือว่าผู้นำที่มีนั้นไม่ยอม หรือไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้จริงๆ
อย่างในกรณีของพรรคเพื่อไทยก็เช่นกัน ใครๆ ก็รู้ว่าคุณทักษิณแกมีอำนาจจริงในพรรค ดังนั้นแทนที่จะเสนอข่าวที่พรรคเขาอยากเสนอ หรือที่ ส.ส. ฝ่ายใครฝ่ายมันอยากเสนอ ก็ควรจะเสนอข่าวในลักษณะเชิงรุกว่าในเชิงการถามคำถามกับคุณทักษิณมากขึ้นว่าจะให้ใครเป็นผู้นำ
ไม่ใช่แค่เอาความคลุมเครือของคำตอบของคุณทักษิณมาขยายความกันแค่ให้สนุกปากว่าคุณยิ่งลักษณ์นั้นก็มีลุ้น
สาม ทางออกของเรื่องการขาดแคลนผู้นำ และการที่ผู้นำบางกลุ่มไม่ยอมออกมานำในทางเปิดเผย หรือไม่สามารถนำได้ในทางเปิดเผย ก็คือการตั้งคำถามกับการนำในรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจจะหมายถึงการพูดถึงการทำงานเป็นทีม มากกว่าการเน้นแต่ผู้นำที่เหมือนกับจะลอยมาจากฝากฟ้า
เมืองไทยไม่ใช่เมืองที่ใหญ่นัก ผู้นำแต่ละคนนั้นเขาเกี่ยวโยงกันมาไม่มากก็น้อย และคนเราก็มีหลากหลายมิติ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมาประเมินว่าใครดีหรือไม่ดีด้วยการพูดถึงบุคลิกภาพส่วนตัว เพราะผลงานของแต่ละคนก็สำคัญ
การตั้งคำถามกับการทำงานเป็นทีมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และเอาจริงเอาจังมากกว่าการพูดว่า เราต้องทำงานด้วยกันเพื่อชาติ แบบลอยๆ เพราะการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่เรื่องของการปิดปากกันภายใต้คำว่าสมานฉันท์ สามัคคี และรัฐบาลแห่งชาติ
แต่หมายถึงการนำเสนอรูปแบบการทำงานเป็นทีมอย่างจริงจัง
ลองนึกถึงกีฬา และดนตรี บางทีเขามีการเล่นกันได้มากกว่าหนึ่งคน เราควรจะต้องมีจินตนาการในทางนี้กันบ้าง ไม่ใช่อ้างว่าต้องทำงานด้วยกัน ต้องหันหน้าเข้าหากัน ภายใต้คำกลวงเปล่าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดปากคนอื่นเท่านั้นเอง



