
สาทิตย์เสนอครม.ระบายน้ำสนามบินนครศรีฯ
สาทิตย์เสนอ ครม.ให้คมนาคมส่งทีมระบายน้ำในสนามบินที่นครศรีฯ-แผนแก้น้ำท่วมรพ.ท่าศาลา-ถนน สั่งจว.ฝั่งอันดามันเร่งย้ายคนพ้นพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม เตรียมถกตั้งกลไกระดับชาติรับมือภัยพิบัติ
(28มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการกำกับ ติดตาม การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงการช่วยเหลือพื้นที่ในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย ว่า ตนได้ลงพื้นที่ 5 จังหวัดในภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ตั้งแต่ จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง และพัทลุง ซึ่งตอนนี้มีรายงานอย่างเป็นทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตที่ จ.นครศรีธรรมราช 5 คน ซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไป ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือรายงานสภาพอากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาดการณ์ว่าปัญหาดังกล่าวจะมีไปถึงวันที่ 30 มี.ค.นี้ และหย่อมความกดอากาศจะเคลื่อนตัวจากฝั่งอ่าวไทยไปฝั่งทะเลอันดามัน ดังนั้น คชอ.ขอให้จังหวัดฝั่งทะเลอันดามันที่เหลือ คือ จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต ต้องเตรียมรับสถานการณ์ด้วย ซึ่งเขามีแผนเฝ้าระวังอยู่แล้ว และจุดที่เราให้ความสำคัญมากคือพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม ซึ่งทุกจุดในตอนนี้ได้มีการอพยพประชาชนออกทั้งหมด โดยเราขอให้ทุกจังหวัดเคลื่อนย้ายประชาชนออกมายังจุดที่ปลอดภัย ส่วนผู้ที่เคลื่อนย้ายสิ่งของไปยังที่สูงนั้น เราขอให้รอจนกว่าสถานการณ์จบ จึงจะย้ายสิ่งของกลับเข้าไปตามเดิม
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาใหญ่ที่ จ.นครศรีธรรมราช คือ สนามบินยังถูกปิดอยู่ ซึ่งตนจะเสนอในที่ประชุมครม.วันนี้( 28 มี.ค.) คือ 1.ขอให้กระทรวงคมนาคมจัดส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูว่าจะสามารถระบายน้ำออกจากสนามบินโดยเร็วที่สสุดได้เมื่อใด รวมถึงต้องดูโครงสร้างรันเวย์ว่าจะใช้การได้เมื่อใด และต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก 2.ผลกระทบต่อโรงพยาบาลท่าศาลาที่ต้องมีการอพยพผู้ป่วยออกไปเกือบทั้งหมด ซึ่งต้องไปดูว่าจะดูแลและป้องกันปัญหาเช่นนี้อีก 3.การดูแลถนนสายต่างๆ ส่วนการดูแลที่มีปัญหาเรื่องของเครื่องมือก็ดีขึ้น หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งการและลงไปดูแล แต่ยังมีปัญหาอย่างหนึ่งคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้งบประมาณไปแล้วจำนวนมากจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนงบประมาณผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเรามีงบทดรองราชการ จำนวน 50 ล้านบาทอยู่แล้ว ซึ่งสามารถขอขยายวงเงินได้โดยทางจังหวัดจะเป็นผู้เสนอเข้ามาถ้ามีงบประมาณไม่พอ แต่ตอนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดเหล่านี้บอกว่ายังมีงบประมาณเพียงพอ
เมื่อถามว่าการดำเนินการของทางจังหวัดในขณะนี้ถือว่าเป็นแน่ที่น่าพอใจหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ยังต้องช่วยประสานงานอยู่ ซึ่งตนได้กำชับทางจังหวัดว่าต้องประสานงานกับภาคเอกชนที่มีเครื่องมือต่างๆ ให้เข้ามาช่วยอย่างมาก แต่เท่าที่ตนดู เห็นว่าทางจังหวัดยังสามารถรับมือได้อยู่ด้วยการสนับสนุนของหน่วยงานและรัฐบาลที่มีอุปกรณ์ซึ่งเราใช้งบกลาง 300 กว่าล้านบาทที่จัดสรรให้เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่แล้ว ส่วนถุงยังชีพนั้นทางจังหวัดกำลังจัดอยู่ ซึ่งตนบอกว่าถ้ามีไม่พอ ก็มีกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ของสำนักนายกรัฐมนตรีที่พร้อมจะจัด ซึ่งตอนนี้เราได้เตรียมไว้แล้วจำนวนหนึ่งและพร้อมที่จะส่งไปช่วยเหลือ ขณะที่การจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ประสบภัยนี้ เราต้องมีการประเมินก่อนว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะยาวนานแค่ไหน
ต่อข้อถามว่ามีพื้นที่เสี่ยงในภาคอื่นๆด้วยหรือไม่ ประธาน คชอ. กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ฝนตกหนักอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนภาคอื่นมีสถานการณ์ภัยแล้งใน 47 จังหวัด สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในภาคเหนือนั้น ตนเห็นว่าควรมีกลไกระดับชาติในการเชื่อมประสาน ซึ่งเรามีหน่วยงานจำนวนมาก แต่ไม่มีกลไกเชื่อมประสานเลย ซึ่งมีคำถามว่าถ้าเกิดอุบัติภัยครั้งใหญ่ทันที เช่น ในกรุงเทพฯ ใครจะเป็นผู้จัดการ เพราะแผนในการดูแลหรือการให้ความรู้แก่ประชาชนยังทำได้ไม่ดีนัก ดังนั้นอาจจะถึงเวลาที่ต้องช่วยทำให้เกิดแผนอย่างเป็นระบบด้วยการให้มีกลไกเชื่อมประสานและขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีแล้วรายงานตรงมายัง ครม. แต่อาจไม่ต้องทำในลักษณะเป็นการตั้งหน่วยงานขึ้นมา ทั้งนี้ ในการประชุมครม.วันนี้จะมีการหารือในเรื่องนี้ด้วย



