ข่าว

'อภิสิทธิ์'อวดศักยภาพไทยแก่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก

'อภิสิทธิ์'อวดศักยภาพไทยแก่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก

28 มี.ค. 2554

นายก"อภิสิทธิ์" บรรยายพิเศษอวดศักยภาพไทยแก่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก

(28มี.ค.)เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เมื่อเวลา 08.15 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษในงาน Thailand Focus 2011 ในหัวข้อ " Enhancing Thailand's Competitiveness Over the Next Decade" ณ โรงแรม โฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนจากทั่วโลก ซึ่งผู้จัดงานประกอบไปด้วย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท Merrill Lynch และบริษัทหลักทรัพย์ภัทร โดยมีผู้จัดการกองทุน ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้บริหารจากหลายหน่วยงาน ในการประชุม
 โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ประสงค์ที่จะเห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่กระตุ้นความสนใจในประเทศไทย รวมทั้งโอกาสทางการลงทุน คงจะมีหลายคนในที่นี้ ยังคงสงสัยว่าจะสามารถคาดหวังอะไรจากประเทศไทยได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้วางฐานที่จำเป็นสำหรับประเทศไว้แล้ว เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและพร้อมด้วยความสามารถในการแข่งขันสำหรับอนาคต
Emerging from the Global Downturn การฟื้นคืนจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
 นายกรัฐมนตรี กล่าวได้ว่า เศรษฐกิจประเทศไทยได้ผ่านความท้าทายด้วยความเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เราได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางการเงิน ในปี 2008 ผลกระทบกับประเทศไทย ฉับพลันและกว้างขวาง ยกตัวอย่างเช่น การส่งออกหดตัวถึง 20 % ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2008 ความหวาดกลัวได้ทำให้เกิดความหดตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2009 มีการตัดกำลังการผลิตและอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในครั้งนั้น ประเทศไทย ได้ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้แทนอาเซียน นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมในการประสานความพยายามในการร่างนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการหดตัวของเศรษฐกิจ สำหรับในประเทศแล้ว เราได้ใช้นโยบายการต่อต้านวงจรการหดตัวทางเศรษฐกิจโดยทันท่วงที จึงทำให้เราสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยมั่นคง และได้รับความเชื่อมั่นกลับมาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยไม่เคยเสียการได้เปรียบด้านการแข่งขันหรือเสียดุลทางเศรษฐกิจ ตกต่ำถึงขั้นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และประเทศไทยไม่เคยพบกับปัญหาทางเศรษฐกิจเช่นกัน ในปีเดียวกัน เงินไทยแข็งต่อต่อเงินสหรัฐ ค่าเงินเฟ้อยังคงควบคุมได้และการลงทุนยังคงเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญานว่า ความมั่นคงทางการเงิน และพื้นฐานทางเศรษฐกิจมิได้ถูกกระทบแม้แต่น้อย
 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นโยบายของเราทำให้ประเทศไทย อยู่ในฐานะที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกในปี 2010 ท่านคงทราบดีว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP อยู่ที่ร้อยละ 8 สำหรับปีที่แล้ว ในขณะที่บัญชีเงินสะพัดยังคงมีการเพิ่มขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเงินบาทที่แข็งตัวยืนยันการเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง เราได้ผลักดัน อัตราการว่างงานให้ต่ำลงกว่าร้อยละ 1 และเพิ่มศักยภาพในการใช้ทรัพยากร จึงทำให้มีความเข้มแข็งในวงจรการลงทุนของต้นทุน แนวโน้มความเข้มแข็งเศรษฐกิจมีมากขึ้นในประเทศไทย
 นายกรัฐมนตรีจะไม่เข้าไปสู่รายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทไทยในการลงทุน ว่าทำให้เกิดผลกำไรอย่างไร แต่ขอกล่าวว่า รายรับของครอบครัวคนไทย ยังคงมีหนี้สินในอัตราต่ำ อยู่ที่อัตราร้อยละ 55 ของรายรับต่อปี และเพื่อที่อำนาจการใช้จ่ายยังคงมั่นคงและต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า รายรับของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นผลมาจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้ นอกจากนี้ แผนไทยเข้มแข็ง ปี 2012 จะยิ่งทำให้รายรับของคนไทยเพิ่มขึ้นพร้อมกับอำนาจซื้อ
Coping with Political Challenges การจัดการกับความท้าทายทางการเมือง
 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถึงแม้เราจะพยายามมากเพียงใดแต่ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่ประเทศไทยประสบในห้วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้หลายคนไม่มั่นใจเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของไทย แต่ที่เราได้เห็นนั้นได้ทำให้ประจักษ์แล้วว่า ความพยายามของรัฐบาล ได้นำมาสู่มาตรการในการทำให้ประเทศไทยกลับมาสู่ภาวะปกติ และนำกระบวนการทางประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้า การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเร็ววันนี้ และจะนำอำนาจคืนให้แก่ประชาชน และจะสามารถทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางการเมืองและอยู่ภายใต้กฎของกฎหมาย นายกรัฐมนตรีมั่นใจว่า เมื่อคนไทยได้ใข้สิทธิเลือกตั้งอย่างประชาธิปไตยในการเลือกรัฐบาลชุดต่อไป ความมั่นคงทางการเมืองจะเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มพูนมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเชื่อได้ว่า ชาวไทยส่วนใหญ่คงเลือกให้มีการสานต่อทางนโยบายเพื่อเพิ่มการเจริญเติบโต ความมั่นคง และความปรองดองของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นในสิ่งนี้ไว้แล้ว ทั้งนี้ หวังว่าคนไทยจะให้คะแนนเสียงในการนำเข้ามาของรัฐบาลที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะมีการร่วมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม การประนีประนอมคือหัวใจของระบบประชาธิปไตย
 ในการนี้ นายกรัฐมนตรีขอยืนยันว่า พื้นฐานการเมืองของประเทศไทยอยู่บนรากฐานที่ดีแล้ว ถึงแม้เราจะมีความแตกต่างทางการเมืองอยู่ การปฎิรูประบบประชาธิปไตยที่เราได้นำมาใช้ได้แก้ปัญหาที่สำคัญ รัฐบาลที่ถูกเลือกตั้งมาอย่างประชาธิปไตย ควรจะไม่พบปัญหาใดๆทางด้านการเมือง และการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้พรรคร่วมก็คงไม่มีปัญหาภายใต้ระบบการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ ทุกพรรคการเมือง ทุกกลุ่มจะต้องมองที่การเลือกตั้ง ไม่ใช่บนท้องถนน หากจะแสดงความเห็นต่างทางการเมือง การชุมนุมประท้วงบนท้องถนนคือส่วนหนึ่งของการเมืองไทย แต่เรามุ่งเน้นความสนใจแต่เฉพาะหลักนิติรัฐและเจ้าหน้าที่ก็มีความเข้าใจที่จะสร้างหลักประกันให้การชุมนุมประท้วงเป็นไปอย่างสงบ ให้เกิดการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ให้น้อยที่สุดเพื่อสังคมและเศรษฐกิจ
Dealing with Inflation and Global Turbulence การรับมือกับเงินเฟ้อและความปั่นป่วนในระดับโลก
 ในอีกด้านของโลก ความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้ก่อให้เกิดทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ การเติบโตของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทยทำให้เราต้องพึ่งการส่งออกน้ำมันและถูกบีบโดยภาวะที่ขาดแคลนแรงงานมีทักษะ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นได้ก่อประโยชน์ต่อชาวนาและเกษตรกรแต่ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ นี่คือความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นของเศรษฐกิจไทยในปี 2011 รัฐบาลได้มีมาตรการในระยะสั้นเพื่อจำกัดราคาน้ำมัน เพื่อให้แน่ใจว่าภาวะเงินเฟ้อจะได้รับการควบคุม เรายังต้องการความแน่ใจว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะไม่กระทบต่อประชาชนบางส่วนอย่างไม่สมดุล ดังนั้น เราจึงได้มีนโยบายค่าไฟฟ้าฟรี 10 ล้านครั้งเรือน ที่ใช้จ่ายไฟฟ้าอย่างเหมาะสม มีการอุดหนุนก๊าซแอลพีจีสำหรับการใช้ในครัวเรือน ในระยะสั้น บุคคลที่มีรายรับต่ำอาจจะได้รับผลกระทบต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นและเขาเหล่านั้นต้องได้รับการเยียวยา
 นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความเข้าใจต่อมาตรการอุดหนุนว่าอาจมีผลกระทบในการบิดเบือนโครงสร้างราคาตลาด การกระจายทรัพยากรอย่างไม่สม่ำเสมอและภาระทางการเงินของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเพียงเพื่อที่จะรับมือต่อความผันผวนของราคาในระดับเศรษฐกิจโลกโดยมีแผนที่ชัดเจนและพร้อมที่จะยกเลิกเมื่อเศรษฐกิจได้ปรับตัวดึขึ้น รัฐบาลยังเชื่อว่าหากราคาค่อยๆ ปรับตัวขึ้น จะช่วยให้สามารถควบคุมภาวะเงินเฟ้อได้ และสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อที่มากเกินไป
Competitiveness, Resiliency and Human Resource Development ความสามารถในการแข่งขัน , การฟื้นกลับสู่สภาพเดิม และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
 ความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือได้สอนเราว่าความเติบโตของ GDP ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญทั้งหมด ความเติบโตที่ได้ทิ้งคนกลุ่มใหญ่ไว้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับได้ หากจำเป็น นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันการสนับสนุนข้อเสนอที่จะให้ขึ้นค่าแรงในการทำงาน แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ต้องทำโดยมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ รัฐบาลได้ปฏิรูปการศึกษามากว่า 2 ทศวรรษ โดยได้มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของครู การเพิ่มศักยภาพของเทคโนโลยีการเรียนการสอน พัฒนาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และสนับสนุนการอาชีวะศึกษา เพื่อที่จะให้ผู้เรียนจบมีงานทำตามที่ตลาดแรงงานต้องการ
 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้มีการขยายการฝึกอบรมทักษะแรงงาน เพื่อเป็นเพิ่มผลผลิต และหมั่นใจว่าต้นทุนแรงงานที่ต่ำและความสามารถในการผลิตของไทย จะช่วยให้ไทยยังคงมีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ การที่ไทยมีโรงงานการผลิตที่หลากหลาย ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิต และผู้นำด้านการส่งออกชิ้นส่วนอะไหล่และรถยนต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในด้านการแข่งขันและคุณภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมของไทย ความจริงที่ว่า เป้าหมายในความพยายามที่จะผลักดันให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ถูกท้าทายที่ว่าการขาดแคลนแรงงานซึ่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะกลาง อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบและดำเนินโครงการฝึกอบรมเพื่อให้แน่ใจว่าเรามีนักเทคนิค แรงงานที่มีความสามารถเพียงพอและเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
 ภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นความท้าทายสำหรับไทยและโลกโดยรวม รัฐบาลได้มีการทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความแน่ใจว่าความสามารถทางการแข่งขันของไทยจะไม่สูญเสีย เนื่องจากราคาสินค้าของไทยพุ่งสูงขึ้นกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ หากพิจารณาจากโครงสร้าง เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องลดการพึ่งกาการนำเข้าน้ำมันและลดสัดส่วนต้นทุนการขนส่งที่พึ่งพาการขนส่งทางรถยนต์
รัฐบาลและความสามารถในการแข่งขัน ( the Government and competitiveness)
 คำถามที่ว่า รัฐบาลมีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาวของประเทศ ประการแรก รัฐบาลได้มีการออกกฎหมายความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชนไทย เพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนเอกชนสำหรับโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การปรับแก้กฎระเบียบวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ ส่งเสริมความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ยุติธรรมและมีความรับชอบ ในระหว่างที่รอกระบวนการทางกฎหมายเสร็จสมบูรณ์ เชื่อว่า รัฐบาลชุดต่อๆ มาก็ย่อมต้องเดินหน้าตามแนวทางที่จำเป็นนี้อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
 นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบราง ซึ่งได้มีการเดินหน้าระบบขนส่งขนาดใหญ่ทั้งภายในกรุงเทพและปริมณทล การสร้างเครือข่ายระบบรางอยู่ระหว่างการเจรจา เพื่อเชื่อมต่อกับอาเวียนที่เป็นแผ่นดินซึ่งจะมีไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ซึ่งเป็นการเดินหน้าคู่ขนานไปกับการสร้างความเข้มแข็งในการเชื่อมโยงของอาเซียน ซึ่งจำเป็นต้องได้มีการลงทุนและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งเชื่อว่าการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชนจะช่วยพยายามดังกล่าวนี้  นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพื่อเกิดเสรีการค้าและส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ การลดหย่อนภาษี ภาษีนำเข้า รวมทั้งการพัฒนาและยืดหยุ่นระบบภาษีและกฎระเบียบต่างๆ ของไทย
 สำหรับการร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้มีการกระจายความร่ำรวยอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมรายได้ภาครัฐ และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน นโยบายต่างๆที่กล่าวมาจะทำให้มองเห็นวิสัยทัศน์และบทบาทของรัฐบาลในการส่งเสริมการเติบโตและพัฒนาทางเศรษฐกิจ
บทบาทของเอกชน ( the role of the private sector)
 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความหลากหลาย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่าน มูลค่าการลงทุน 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ต่อปี ยังสามารถยืนอยู่ได้แม้ว่าไทยจะประสบปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเลคทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ของไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นของวงจรการลงทุนของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะการเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรม พลังงานและปิโตรเคมี รถยนต์และอะไหล่ อิเล็คทรอนิกส์ และเกษตรกรรม ความสามารถในการรักษาการเติบโต ถึงสองตัวเลขของการลงทุนภาคเอกชนตลอกช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ช่วยยืนยันว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปีของไทยจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในทศวรรตปัจจุบัน
 อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเชื่อว่า การดำเนินงานของรัฐเอง ดำเนินการได้เพียงในระดับหนึ่ง เราต้องอาศัยการลงทุนจากภาคเอกชนด้วย โดยเฉพาะตลาดตราสารทุน ตลาดหลักทรัพย์จะมีบทบาทสำคัญในการกระจายทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การหมุนเวียนทุนของเอกชนจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเติบโตในระยะยาว เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง