ข่าว

เสวนา"สื่อเสรีภาพความรับผิดชอบสวนทางกัน"

เสวนา"สื่อเสรีภาพความรับผิดชอบสวนทางกัน"

27 มี.ค. 2554

เสวนา "สื่อ เสรีภาพ ความรับผิดชอบสวนทางกัน" ชี้แนวทางการครอบงำเปลี่ยนไป แนะสื่อรับผิดชอบซื่อสัตย์ต่อประชาชน นักสื่อสารมวลชนอาวุโสสอนน้องหาอาชีพสำรองเผื่อความเปลี่ยนแปลง ย้ำให้ปรับตัวรองรับโลกใหม่

(27มี.ค.) สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณณ์ มหาวิทยาลัย จัดเสวนา เรื่อง “เสรีภาพ ความรับผิดชอบ สวนทางกัน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนมุมมอง ควาทมรับผิดชอบที่สื่อควรมีต่อสังคม โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย  นายสมพันธ์ จารุมิลินท ประธานกรรมการบริหาร สถานีข่าวโทรทัศน์ TNN , นางฟองสนาน จามรจันทร์ นักสื่อสารมวลชน ชำนาญการพิเศษ ช่วยราชการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย , น.ส.ดวงกมล โชตะนา กรรมการผู้อำนวยการ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ , นายประสงค์ เลิสรัตนวิสุทธิ์ รองบรรณาธิการอำนวยการเครือมติชน

 นางฟองสนาน กล่าวว่า สื่อของรัฐมีเสรีภาพจำกัดหรือไม่เคยมีเสรีภาพ แต่ในสถานะที่เป็นข้าราชการ ดังนั้นวิธีการทำงานก็ต้องรับผิดชอบต่อรัฐและผู้มีอำนาจ ตนจึงไม่อยากดัดจริตว่ามีเสรีภาพ 100 เปอร์เซนต์ และได้ปฏิญาณตนเอาไว้เลยว่าจะไม่รับเงินเด็ดขาด

 ขณะที่ด้านนายประสงค์ กล่าวว่า เสรีภาพของสื่อต้องไม่ไปละเมิดคนอื่นให้เดือดร้อน ในประเทศไทยถ้าดูวิวัฒนาการเป็นต้นมา ก่อนที่เราจะมีรัฐธรรมนูญปี 40 เราจะถูกปิดโดยอำนาจดิบ คือ สั่งปิดโรงพิมพ์ เอาโซ่ล่ามแท่นพิมพ์ พอมีรัฐธรรมนูญปี 40 ก็ทำให้รูปแบบของการคุกคามเปลี่ยนแปลงไป การสั่งปิดโดยกฎหมายการพิมพ์ 2484 และประกาศ ขนอกจากนี้กำกับกันเองแต่บางครั้งการกำกับกันเองก็มีปัญหาถึงต้องมานั่งหารือกันถึงโครงสร้าง ขององค์กรที่กำกับดูแลกันเอง

 ขณะที่นส.ดวงกมล กล่าวว่า เสรีภาพคือความเป็นอิสระ ทั้งนี้ปัจจุบันความเป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐดีขึ้นมาก มีกฎหมายรับรองและกติกาต่างๆก็เป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่สื่อเองก็ยังต้องปฏิบัติตามภายใต้กรอบกฎหมายหลักๆ ทั้งนี้ปัญหาของความเป็นอิสระเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะความเป็นอิสระจากทุน ทั้งนี้สื่งพิมพ์กำลังต่อสู้กับความอยู่รอด ตัวนักข่าวไม่ต้องพูดถึงต้องมีการปรับตัวทั้งหมด ทำทุกอย่างที่สามารถที่ทำให้ต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีต่างๆ เพราะฉะนั้นการเป็นอิสระจากทุนเป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้ถูกครอบงำโดนธุรกิจค่อนข้างมาก และในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมารับไม่ได้ครอบงำโดยกฎหมาย ไม่มีคำสั่งโดยตรงแบบย้ายฟ้าผ่าอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นผู้ใช้งบประมาณ สื่อประชาสัมพันธ์ ที่ถือเป็นรายใหญ่อันดับหนึ่งใช้เงินไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี

 นส.ดวงกมล กล่าวว่า เหตุผลมีหลายประเด็น เพราะนักการเมืองรู้ว่าใช้ประเด็นเรื่องนี้ได้ แล้วการตอบคำถามต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินนั้นตอบง่าย โดยบอกว่าประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ส่วนจะตอบว่าได้ผลอย่างไรก็ได้ เพราะการประชาสัมพันธ์ไม่ต้องเห็นอะไร เพราะฉะนั้นงบประชาสัมพันธ์ในระยะหลังถึงได้เยอะมาก และมาโดยอ้อมตลดเวลา ซึ่งนักการเมืองก็ใช้ง่ายเหมือนหาเสียงด้วยภาษีของประชาชน ดังนั้นคนทำสื่อต้องไหวทันต่ออิสระเหล่านี้

 “สื่อมีประเด็นปัญหาจากอิสระจากความเชื่อหรืออคติ ที่มีต่อกันในสังคมจะทำให้เราเห็นว่าบางคนไม่ใช่มีความรับผิดชอบ แต่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือไม่ก็มีอคติต่อความขัดแย้ง จึงเกิดสื่อที่เลือกข้างซึ่งผิดหลักการของสื่อสารมวลชนที่เราได้เรียนมาในอดีต ในต่างประเทศมีสื่อที่เลือกข้างเยอะ แต่เขามีหลักของความเป็นนิเทศน์ศาสตร์กำกับและพัฒา เปิดโอกาสให้คนอื่นเสนอความเห็นที่ไม่ตรงกับเรา แต่ในเมืองไทยสิ่งเหล่านี้หายไปจากอคติจากความกลัว ความไม่รู้หรือความเหลื่อมล้ำทางความเข้าใจต่างๆนานา ดังนั้นประเด็นเกี่ยวกบเรื่องอิสระจึงเป็นประเด็นที่ค่อนข้างซับซ้อน ถ้าเรื่องเสรีภาพหากย้อนไปในอดีต ปัจจุบันถือว่าดีขึ้นมากแต่มีความไม่เป็นอิสระที่เกิดขึ้นจากพันธนาการที่มองไม่เห็นมากมาย ที่ท้าทายนักนิเทศศาสตร์ทุกคน” นส.ดวงกมล กล่าว

 ด้านนายสมพันธ์ กล่าวว่า ทางสถานีไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ รายงานข่าวปนกับความคิดเห็นส่วนตัว แต่ต้องรายงานอย่างตรงไปตรงมา และต้องรายงานความคืบหน้าของข่าว รวมทั้งรายงานสดจากสถานที่จริงให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประชนได้ทราบข้อเท็จจริงโดยที่ไม่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ ฟ้องประชาชนด้วยภาพมากกว่า อย่างไรก็ตามหวังว่าในอนาคตเมื่อมี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว ก็คิดว่ารับศึกหนัก เพราะไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าทำไปแล้วทำให้คนในชาติแตกความสามามัคคีขาดพลัง ก็ต้องเรียกมาคุยเพราะไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศ

 สำหรับประเด็นที่ว่าจะหาทางออกให้สื่อแท้ได้อย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน นายฟองสนาน กล่าวว่า ในปัจจุบันสื่อจริงๆเอาตัวไม่รอด ดังนั้นต้องหาอาชีพสำรองไว้  หาทางออกให้ตัวเองยอมรับเอาไว้ ในการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิต ดังนั้น  อย่าไปโกรธนายทุน เพราะเขามีบุญคุณเขาให้เงินทุนเรามาบริหารเพื่อความอยู่รอด เพราะถ้าเราบริหารเองก็เจ๊งเพราะเรามีแต่อุดมคติ เจ๊งจริงๆ และ ต้องไม่โกรธผู้มีอำนาจ

 ส่วนเรื่องความรับผิดชอบต่อเนื้อหาในสื่ออนไลน์ นั้นนางฟองสนานกล่าวว่า ปัจจุบันสื่อออนไลน์มีจำนวนมาก และมีเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานสื่อจำนวนมาก เช่น ทวิตเตอร์ เป็นต้น ตน อยากเรียกร้องให้ กสทช.ดูในเรื่องความรับผิดชอบของสื่อวิทยุ และโทรทัศน์ด้วย ส่วนคณะนิเทศศาสตร์ทุกแห่งใส่จรรยาบรรณนิสิต นักศึกษาลงไปในการเรียนการสอนตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาเรียน ไม่ใช้เรียกร้องแต่เสรีภาพหรืออิสระภาพ

 ด้านนายประสงค์ กล่าวว่า ควรจะมีข้อตกลงกันในกองบรรณาธิการกับเจ้าของส่า มีกรอบจรรยาบรรรอย่างไร การทำงานต้องมีเส้นแบ่งอย่างไร ระหว่างทุนกับการทำงานที่เป็นอิสระพอสมควร

 ขณะที่นส.ดวงกมล กล่าวว่า หนังสือพิมพ์และสื่อโดยทั่วไป มีความรับผิดชอบในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ปัญหาในปัจจุบันสื่อไม่ได้รับความไว้วางใจ ซึ่งบรรยากาศในสังคมปัจจุบันทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน คนก็จะมองสื่อในแง่ของความไม่เชื่อใจ สิ่งที่สื่อทำหลายเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร ส่วนใหญ่ที่พูดถึงความรับผิดชอบ คือ 1. การไปละเมิดสิทธิ์คนอื่นซึ่งในปัจจุบันมีกฎหมายหมิ่นประมาท ที่ถ้าใช้แล้วเป็นการจับสื่อมัดแน่น ทำให้สื่อไม่กล้าขยับตัว และ 2. ความไม่ได้มาตรฐานหรือต่ำกว่ามาตรฐาน

 “ปัญหาที่มากกว่าการรับผิดชอบคือ สื่อจะรู้ทันสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ นอกจากนี้ ประชาชนอยากให้สื่อมีความซื่อสัตย์ต่อประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญของความรับผิดชอบ อย่างต่างประเทศก็คิดเช่นนี้ว่า บางครั้งสื่อก็ไม่ได้อยู่เคียงข้างประชาชนเพราะ อาจถูกอิทธิพลของนักการเมืองและนายทุนครอบงำ ทั้งนี้เราเคยเถียงกันว่าประเด็นสื่อที่เลือกข้างกับไม่เลือกข้าง มาจากความเชื่อของประชานก่อนหรือไม่ บางทีชาวบ้านอาจมีความเชื่อที่เกิดจากปัญหาความไม่ยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำที่ได้รับในอดีต ก็เลยคิดว่าสื่อไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ ไม่สามารถให้ข้อเท็จจริง ให้ข้อมูลหรือความยุติธรรมของเขาได้ เขาก็มองหาสื่อที่เป็นพวกเดียวกับเขา จึงได้เกิดสื่อแบบนั้นขึ้นและเป็นที่นิยม ดังนั้นการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ว่าหน้าที่ข้องสื่อคืออะไร เราจะทำหน้าที่ของเรให้ดีที่แต่ที่สำคัญ คือ ประชาชน หรือองค์กรภาคประชาสังคมด้านสื่อ ต้องเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนด้วย” น.ส.ดวงกมลกล่าว 

 ด้าน น.ส.ดวงกมล กล่าวว่า คุณภาพของสื่อต้องอยู่ให้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีสื่อหลากหลายมีคู่แข่งมากมาย ต้องต่อสู้กับนิวมีเดียหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่คุณภาพเป็นสื่งที่สำคัญที่สุด ตนมีนิยามประจำใจ คือ ถ้าทำสื่อที่ดีมีคุณภาพต้องอยู่ได้แน่นอน แต่ปัญหาคิอจะตอบสนองคุณภาพกับตลาดอย่างไร จะปรับตัวรับกับสิ่งใหม่ๆอย่างไร อย่ายอมสูญเสียคุณภาพมากเกินไป ดังนั้นการผลิตนักนิเทศน์ศาสตร์ในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราต้องฝึกฝนคนตลอดเวลาเพราะเทคโนโลยีและสังคมนั้นเปลี่ยนตลอดเวลา การปะทะสังสรรค์ระหว่างโลกเก่าโลกใหม่ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  เราต้องเตรียมพร้อมให้รับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว