
ชี้ยางผันผวนไม่กระทบกำลังซื้อชาวสวนหวั่นร่วงถึง50บาทต่อกิโลกระทบต้นทุน
หอการค้าสุราษฎร์ไม่หวั่นราคายางผันผวน แจงลงไปแตะที่ 80 บาทต่อ กก. รับได้ไม่กระทบกำลังซื้อของเกษตรกร ชี้จะเข้าขั้นวิกฤติหากร่วงไปที่ 50 บาท แนะชาวสวนรัดกุมการใช้จ่าย
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานหอการค้าจ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ราคายางพาราที่ผันผวนในขณะนี้ ซึ่งบางช่วงราคาลงไปอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 110-120 บาทต่อกิโลกรัม นั้นมองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกรภาคใต้มากนัก โดยเฉพาะการที่เกษตรกรสร้างหนี้ล่วงหน้า เช่น การผ่อนรถยนต์ หรือซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจากราคายางที่ 80 บาทนั้นเป็นราคาที่ยังรับได้ แต่หากราคาปรับลดลงไปที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้กำไรจากการขายผลผลิตก็จะลดลงตามไปด้วย
"อยากให้เกษตรกรรอบคอบในการใช้จ่าย ราคายางที่ผันผวนขณะนี้สะท้อนเศรษฐกิจในมิติต่างๆ เช่น การซื้อรถป้ายแดงจำนวนมากในช่วงที่ยางราคาดีนั้นแม้ตอนนี้ราคาจะปรับลง ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการผ่อนค่างวดเนื่องจากราคายางที่ 80-90 บาท เฉลี่ยแล้วเกษตรกรก็ยังมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนชำระค่างวดได้ แต่เพื่อความไม่ประมาทควรเก็บเงินสดเอาไว้ และเลี่ยงการสร้างหนี้ล่วงหน้า" นายเอกพจน์กล่าว
นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมชาวสวนยาง จ.กระบี่ กล่าวว่า ราคายางพาราแผ่นดิบได้ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2553 และขึ้นสูงสุดกลางเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กิโลกรัมละ 170 บาท และเมื่อปลายเดือนราคายางได้ขยับลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนกับราคาที่ตกลง ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะพุ่งแตะถึง 200 บาทต่อกิโลกรัม
"ความผันผวนของราคายางจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรมองว่าราคายางพารายังคงสูงต่อไปอีก โดยไม่คาดคิดว่าราคาจะตกลงเร็ว จึงได้ไปสร้างภาระหนี้สินผูกพันไว้จำนวนมาก รวมทั้งการซื้อรถ เชื่อว่าในไม่ช้าเงินทุนที่สะสมไว้ต้องถูกใช้ไปจนหมด อยากให้ความผันผวนของราคายางที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นบทเรียนให้แก่เกษตรกรระวังตัว" นายบุญส่งกล่าว



