
ญี่ปุ่นฟื้นตัวไว-ไทยต้องพร้อมรับ
นับจากวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่ประเทศญี่ปุ่นประสบอุบัติภัยจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ จนบ้านเรือนในหลายเมืองต้องหายไปกับสายน้ำ และทำให้ชาวญี่ปุ่นได้รับความบอบช้ำทางจิตใจอย่างใหญ่หลวงมาจนถึงวันนี้ ...เป็นเวลา 17 วันแล้ว
แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ต่างๆ จะยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจนัก เนื่องจากมีภัยจากโรงไฟฟ้าปรมาณูที่ยังหลอนใจชาวญี่ปุ่นให้ต้องวิตกกังวลอยู่ก็ตาม แต่คนทั้งโลกก็หาได้ยินเสียงโหยหาหรือร่ำไห้จากชาวญี่ปุ่น หากจะมีก็ภาพใบหน้าที่เศร้าสร้อยและรอยคราบน้ำตาจากหญิงชราที่ต้องสูญเสียสิ่งที่ตนเองรักให้เห็นเป็นครั้งคราว
ผมขอแสดงความเสียใจต่อชาวญี่ปุ่น และขอชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของชาวญี่ปุ่นต้องพร้อมรับชะตากรรมจากธรรมชาติอย่างไม่สะทกสะท้าน วันนี้ญี่ปุ่นเหมือนคนได้รับอุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บยังไม่หาย แต่คนญี่ปุ่นมิได้นอนรอคอยความช่วยเหลือจากใคร หรือปล่อยตัวเองให้เป็นภาระของใคร รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนตั้งรับวิกฤติการณ์เอาไว้แล้วอย่างรัดกุม คนญี่ปุ่นถูกสอนต่อๆ กันให้เป็นคนที่มีวินัยอย่างน่านับถือยิ่ง วันนี้แม้อุตสาหกรรมภายในประเทศของญี่ปุ่นจะหยุดชะงัก แต่ “ผู้นำ” ทั้งทางการเมืองและทางธุรกิจของญี่ปุ่นก็มิได้นิ่งดูดาย ยังคงเดินหน้าเพื่อแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ๆ เพื่อคนของเขาอย่างไม่ลดละ
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ “เจโทร” มีนายยาสุโอะ ฮายาชิ เป็นประธานกรรมการบริหาร และซีอีโอนำคณะเดินทางเข้ามาจัดสัมมนาเรื่อง Invest Japan Symposium : เชิญร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในญี่ปุ่น-ประตูสู่การค้าโลกขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี ก่อนเข้าสู่การสัมมนา นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานเจโทรกรุงเทพฯ ได้อ่านสารของรัฐมนตรีเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ) ที่ไม่สามารถมาร่วมสัมมนาได้ด้วยตัวเองตามที่กำหนดไว้ว่า ชาวญี่ปุ่นรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และชาวญี่ปุ่นก็รู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยของประชาชนชาวไทย ที่ให้การช่วยเหลือญี่ปุ่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยามได้รับความเดือดร้อนครั้งนี้
เมติยืนยันว่า ภัยพิบัติครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการขยายธุรกิจและการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นจะยังคงมีสืบต่อไปอย่างยาวนาน...วาทะของเมติสะท้อนให้เห็นนิสัยที่น่ารักของคนญี่ปุ่นว่า แม้จะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ยังอ่อนน้อมถ่มตน
จากนั้นนายยาสุโอะ ฮายาชิ ได้พูดถึงการเดินทางไปแสวงหาลู่ทางใหม่ ๆ ของญี่ปุ่นว่า ที่เลือกมาไทยเป็นประเทศแรกเพราะไทยเป็นจุดศูนย์กลางระหว่างประเทศที่กำลังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างอินเดียและจีน รวมทั้งไทยยังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับนานาประเทศ เขาบอกว่าภูมิภาคเอเชียเป็นตลาดที่สำคัญของโลกและญี่ปุ่น เจโทรมีหน้าที่ส่งเสริมการค้าการลงทุน เขาจึงต้องแสวงหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการลงทุน ซึ่งไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมที่สุด นั่นคือวิสัยทัศน์ผู้นำทางธุรกิจญี่ปุ่นที่ไม่มองอะไรสั้นๆ...
แผ่นดินไหวและสึนามิที่ทำให้เกาะญี่ปุ่นมีรอยร้าวครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นคงไม่ปล่อยให้คนของเขาอยู่กินหรือลงทุนกันอย่างเสี่ยงภัยแน่ๆ อีกไม่นานญี่ปุ่นคงหาทาง “ยกพลขึ้นบก” ไม่ที่เวียดนาม ก็คงเป็นลาว หรือเขมร แล้วก็ไทยนี่แหละครับ
คำถามจึงมีอยู่ว่า ขณะนี้ไทยได้เตรียมตัวตั้งรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นพร้อมหรือยัง ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องเงื่อนไขหรือกติกาที่ออกใหม่หรือแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของญี่ปุ่นได้ แต่ผมห่วงความแตกสามัคคีของคนไทยในทางการเมือง จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักลงทุนจากญี่ปุ่นเบือนหน้าหนีไปจากประเทศไทยครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



