ข่าว

สรรพากรล้างภาพไล่จับเป็นจูงใจหวังปรับโครงสร้างขยายฐานภาษี

สรรพากรล้างภาพไล่จับเป็นจูงใจหวังปรับโครงสร้างขยายฐานภาษี

28 มี.ค. 2554

กรมสรรพากรถือเป็นหน่วยงานหลักในการหารายได้เข้ารัฐปีละกว่า 1.3-1.5 ล้านล้านบาท มากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ และเป็นอีกกรมที่อยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนแม่บททางภาษีตามนโยบายของกระทรวงการคลัง

 เนื่องจากมองว่าภาษีสรรพากรไม่ได้ปรับปรุงมานานเกือบ 20 ปีแล้ว นับตั้งแต่มีการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 2535 ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องของการทบทวนโครงสร้างและอัตราภาษีใหม่แล้ว กรมสรรพากรยังเน้นปรับบทบาทการทำงานในเชิงรุกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและไล่ทันผู้เสียภาษีอีกด้วย

 นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า การทำงานในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับรูปแบบการทำงานของกรมใหม่ โดยกระจายงานไปให้รองอธิบดีและที่ปรึกษารวม 8 คน รับผิดชอบงานทั้ง 18 ด้าน และให้อำนาจในการคิดนำเสนอแผนงานอย่างเต็มที่ ทั้งด้านกฎหมาย ไอที และความสุขในองค์กร โดยอยากเห็นแผนงานที่เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2555

 “การทำงานในทุกองค์กรย่อมมีปัญหา แต่โชคดีที่กรมสรรพากรมีผู้บริหารที่ทำงานร่วมกันได้ หารือกันได้ทุกเรื่อง และเป็นครั้งแรกที่มีการมอบหมายงานชัดเจน ผมเรียกกว่า 8 เซียนของกรม ซึ่งแผนงาน 18 ด้านไม่ได้เสร็จภายในปีเดียว โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายจะต้องเข้าสภา ยิ่งหากมีการเลือกตั้งใหม่ก็ยิ่งจะสะดุด จึงตั้งเป้าไว้ว่าจะเห็นชัดเจนในปี 2555"

 สรรพากรงานหนักลาออกรายวัน

 นายสาธิต กล่าวว่า เรื่องแรกได้แยกงานบุคคลมาดำเนินการก่อน เพราะบางสาขาบางอำเภอมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ มีการลาออกเป็นรายวัน โดยเฉพาะการออกไปอยู่ อบจ. หรือ อบต. เนื่องจากได้ผลตอบแทนสูงกว่าและงานเบากว่า ทำให้กรมจะมีตำแหน่งว่าง 200-300 ตำแหน่งตลอด ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ก็อยากดึงตำแหน่งคืนไปบรรจุให้พยาบาลแทน กรมจึงย้ำว่า ต้องสำรองไว้รับคนใหม่มาแทนคนเก่า เพราะปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียง 2 หมื่นคน ซึ่งไม่เพียงพอในการดูแลผู้เสียภาษีทั้งประเทศ 

 นายอนันต์ สิริแสงทักษิณ รองอธิบดีกรมสรรพากร ดูแลกลุ่มงานด้านบุคลากร ยอมรับว่า กรมมีปัญหาด้านนี้มาตลอด จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีเจ้าหน้าที่ 2.5 หมื่นคน ปัจจุบันลดลงเหลือ 2 หมื่นคน เนื่องจากงานหนักรายได้น้อยจึงลาออกกันทุกวัน ขณะที่ธุรกิจโตขึ้นเศรษฐกิจขยายใหญ่ขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องดูแลผู้เสียภาษีถึง 700-800 ราย เทียบกับต่างประเทศมีสัดส่วนที่ 1 ต่อ 100-200 ราย จึงถือเป็นงานหนักมาก ทำให้กรมพยายามปลูกฝังให้พนักงานรักองค์กร โดยการสร้างความก้าวหน้าทางสายอาชีพให้เท่าเทียมกัน

 “ให้เจ้าหน้าที่มีการแข่งขันด้านผลงานเพื่อจะได้เติบโตในหน้าที่การงาน เห็นได้จากการสอบเลื่อนระดับผู้ชำนาญการพิเศษที่มีผู้สมัคร 9,000 คน แต่มีตำแหน่งว่างเพียง 200 คน เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจึงต้องทั้งต่อสู้กันเองและต่อสู้กับผู้เสียภาษีอากร”

 นายสาธิตยังกล่าวถึงงานด้านกฎหมาย ที่ก่อนหน้านี้มีงานค้างที่กรมมากถึง 37 ฉบับ ว่า ขณะนี้เร่งทำไปจนเหลือเพียง 6 ฉบับที่ยังไม่พร้อม จากนี้จะเร่งหาข้อสรุปและเสนอไปยังกระทรวงการคลังเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วน 11 ฉบับรออยู่ที่สภาแล้ว และอีก 7 ฉบับรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 นอกจากนี้ กรมยังรุกขยายฐานภาษีแต่เปลี่ยนรูปแบบและวิธีคิดในการทำงาน จากในอดีตที่วิ่งไล่จับเงา ซึ่งจับไปก็ไม่ได้เงิน เพราะหากจับได้ว่าเอกชนรายใดหลบเลี่ยงหรือค้างจ่ายภาษี และกรมจะฟ้องร้อง เอกชนก็ไหวตัวปิดบริษัทหนีไปก่อน ถือเป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่ไม่ได้กำหนดว่าบริษัทนิติบุคคลต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ ทำให้หลายบริษัทที่ตั้งขึ้นมามีทุนจดทะเบียนน้อยพอถูกประเมินภาษีมาก 10-20 ล้าน ก็ใช้วิธีปิดบริษัทหนี ดังนั้นกรมจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีเจรจาประนีประนอมเรียกให้มาเสียภาษีเพิ่ม และลดหย่อนค่าปรับทางภาษีให้ เพื่อให้ทั้งกรมและผู้เสียภาษีเดินหน้าไปด้วยกันได้ โดยจะเร่งคืนภาษีให้เร็ว หรือคืนก่อนตรวจสอบภายหลัง และไม่ได้ตรวจสอบทุกราย ซึ่งที่ผ่านมาก็ปรับไปทีละเรื่องขณะนี้ถือว่าลงตัวพอสมควร

 เน้นเป็นหุ้นส่วนมากกว่าไล่จับ
 
 นายสาธิต กล่าวอีกว่า การขยายฐานภาษีต่อไปต้องใช้วิธีจูงใจ ซึ่งทำได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการหันไปส่งเสริมด้านนวัตกรรม ขณะนี้กำลังเขียนกฎหมายให้คนไทยสนใจเพิ่มมูลค่าในสินค้า โดยคิดว่าทำยังไงให้ผู้เสียภาษีรวยขึ้น เช่น กรณีการคิดค้นสินค้านวัตกรรมใหม่อาจจะได้รับการลดหย่อนภาษี 30% ซึ่งถือว่ากรมเข้าไปร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย หากต่อไปบริษัทค้าขายร่ำรวยก็จะจ่ายภาษีเข้ารัฐได้มากขึ้น

    “การทำงานของกรมเปลี่ยนจากไล่จับมาเป็นกำกับและกลายมาเป็นหุ้นส่วนในที่สุด การใช้ภาษีสนับสนุนให้มีการคิดค้นวิจัยสินค้านวัตกรรมนั้น เป็นการผลักดันให้คนไทยตามทันการเปิดเสรี ”

 นางวณี ทัศนมณเฑียร ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) กล่าวถึงแนวทางการป้องกันการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายภาษีว่า กรมอยู่ระหว่างดำเนินการหลายเรื่อง เช่น กรณีของเงินได้วิชาชีพอิสระ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนอีกครั้ง เพราะการยื่นเสียภาษียังมีความสับสนอยู่ รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ประเภทค่าเช่า และการคำนวณภาษีของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาจจะเปลี่ยนจากจ่ายภาษีแบบเหมาจ่ายเป็นเสียตามอัตราปกติ   

 นอกจากนี้ยังเร่งอุดช่องโหว่กรณีหักภาษี ณ ที่จ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรือได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เนื่องจากพบว่าหลายรายเลี่ยงภาษีสูงๆ โดยกระจายที่ดินแบ่งขายเพื่อเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะกฎหมายเปิดช่องไม่ต้องยื่นเสียภาษีปลายปี แต่ต่อไปจะแก้กฎหมายให้นำรายได้จากการขายอสังหาฯ มายื่นภาษีปลายปีด้วย และในส่วนของการจัดตั้งคณะบุคคลมาเพื่อเลี่ยงภาษีต่อไปจะให้นำเงินได้มาหารเฉลี่ยในคณะบุคคลเพื่อให้ยื่นเสียภาษี โดยหากมีหลายคณะก็ต้องนำมานับรวมในการยื่นเสียภาษีปลายปีด้วย เพราะที่ผ่านมามีบริษัทบัญชีแนะนำดาราหลายคนให้ใช้แนวทางนี้เลี่ยงการจ่ายภาษีสูงๆ

 ปรับโครงสร้างภาษีมุ่งเป็นธรรม

 นายมานิต นิธิประทีป รองอธิบดีดูแลด้านการศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของกรม กล่าวว่า กรมเร่งพิจารณาหาข้อสรุปเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการชุดของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง โดยจะมีข้อเสนอหลายแนวทาง เพราะต้องดูทั้งระบบ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปัจจุบันมองว่าอาจจะเอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นกลางถึงคนรวยมากเกินไป จากการให้สิทธิประโยชน์การหักค่าลดหย่อนต่างๆ ในการคำนวณภาษีถึง 17 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่คนมีรายได้น้อยไม่ได้ประโยชน์

 ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งคือ การรวมหักค่าลดหย่อนเป็นก้อนเดียวแทนที่จะให้ลดหย่อนได้คนละ 3 หมื่นบาท เหมือนในปัจจุบัน โดยอาจจะเป็นระดับ 2 แสน หรือมากกว่านั้น ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์เหมือนกัน ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นค่าลดหย่อนผ่อนบ้าน ทำประกันชีวิต หรือซื้อหน่วยลงทุนหรืออื่นๆ และสามารถปรับเพิ่มได้ตามเงินเฟ้อแต่ละปี แต่แนวทางนี้อาจมีผู้คัดค้าน จึงอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล

 “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องดูทั้งโครงสร้าง เช่น การหักลดหย่อน และอัตราภาษีที่มี 5 ระดับในปัจจุบัน หากจะปรับใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องความเป็นจริงและดูว่าต้องการให้คนกลุ่มไหนได้ประโยชน์ มองว่าอัตราไม่ใช่ปัญหา แต่การให้หักลดหย่อนมากทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่า”

 ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องพิจารณาที่โครงสร้างและสิทธิประโยชน์ที่ให้จากการเสริมการลงทุนของบีโอไอด้วย โดยจะยึดหลักให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้และมีความเป็นธรรมมากที่สุด

 น.ส.เพรามาตร หันตรา ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมยังมีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเฉพาะการใช้ไอทีเข้ามาช่วยทำงาน แม้ตอนนี้ไอทีจะเสื่อมหรือล้าสมัยลงปีละ 20% แต่มั่นใจว่าระบบไอทีของกรมยังเป็นอันดับหนึ่งของหน่วยงานราชการด้วยกัน โดยต่อไปจะปรับระบบการยื่นเสียภาษีทางอินเทอร์เน็ตให้ใช้เพียงแต่เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น และทำให้การยื่นภาษีง่ายขึ้น