
ทางแยกที่แตกต่าง
ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงในโลกอาหรับกำลังเข้มข้นขึ้นจากปรากฏการณ์ ปฏิวัติดอกมะลิ ที่แพร่จากตูนิเซียเข้าไปยังหลายประเทศในแอฟริกาเหนือ คาบสมุทรอาหรับ และตะวันออกกลาง จนก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายขึ้นในประเทศเหล่านั้น
คำถามที่ตามมาติดๆ ก็คือ แล้วเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะนอกจากการที่จะแซะให้คนที่นั่งติดเก้าอี้ผู้นำประเทศมาเป็นเวลานานๆ หลุดพ้นไปจากตำแหน่งนั้นไม่ใช่ของที่ง่ายดายแล้ว ระยะเวลาหลายปีแห่งการมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ย่อมทำให้เกิดเครือข่ายและสายสัมพันธ์ที่โยงใยกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งในภาคการเมือง การทหาร ธุรกิจการค้า และกลุ่มคนในสังคม ซึ่งถึงแม้การโค่นต้นไม้ใหญ่จะเป็นเรื่องยาก แต่การกำจัดวัชพืชที่ปกคลุมพื้นดินอย่างกว้างขวางกลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า
หลายครั้งที่การได้มาหรือสูญเสียไปซึ่งอำนาจเป็นเพียงอุบัติการณ์ แต่การที่จะถือครองอำนาจที่ได้มานั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความชำนาญการและประสบการณ์อย่างมากมาย ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจอันใด ที่หลายต่อหลายคนทำอำนาจที่เพิ่งได้มา พลัดหลุดมือไปอย่างง่ายดาย
สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความเปลี่ยนแปลงอำนาจในตูนิเซีย อียิปต์ รวมถึงบาห์เรน เยเมน ซีเรีย และลิเบีย ก็คือการกำหนดใจตนเองของประชาชนในประเทศดังกล่าว ผ่านการเลือกตั้งทั่วไป แต่จะทำให้ได้คำตอบที่ตรงกับใจของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงหรือไม่ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดหมายได้ล่วงหน้าว่า ทางเลือกใหม่หลังการได้มาซึ่งประชาธิปไตย ก็คือแนวทางของเสรีนิยม หรือศาสนนิยม
โดยทั่วไปแล้ว เมื่ออำนาจเผด็จการถูกโค่นล่มลง สิ่งที่ประชาชนโหยหาก็คือสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งมักจะทำให้ฝ่ายเสรีนิยมได้รับเสียงสนับสนุนอย่างสูง แต่สำหรับประเทศในแอฟริกาเหนือ อาหรับ และตะวันออกกลาง ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม อาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเสรีนิยมในประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่เป็นสมาชิกสังคมออนไลน์ เสพสารสนเทศต่างประเทศ มีหัวคิดที่ก้าวหน้าและนิยมตะวันตก ซึ่งคนรุ่นนี้แม้จะเป็นแรงขับดันสำคัญที่ก่อให้เกิดการประท้วง การชุมนุม และการต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว พลังหลักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างได้ผลกลับเป็นคนรุ่นเก่า ที่มีแนวคิดในทางอนุรักษนิยมและศาสนนิยม ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองอยู่ในลักษณะของจารีตนิยม ปลอดจากรูปแบบของสังคมตะวันตก
หากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่ จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายเสรีนิยม ก็จะทำให้ประชาชนในประเทศเหล่านี้เปิดประตูรับวัฒนธรรมและวิถีของตะวันตกมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สหรัฐและพันธมิตรมีบทบาทและอิทธิพลสูงขึ้นตามไปด้วย แต่หากชัยชนะตกเป็นของฝายศาสนนิยม ก็แน่นอนว่า ประเทศเหล่านี้จะต้องหันกลับไปยึดมั่นในหลักของศาสนาอิสลามและยึดถือจารีตนิยมอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งแสดงตัวเป็นปรปักษ์กับสหรัฐและชาติตะวันตก ทำนองเดียวกับอิหร่าน หรือประเทศในกลุ่มศาสนนิยมอื่นๆ
แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าในภูมิภาคนี้ ยังมีอิสราเอลแทรกเป็นยาดำอยู่ด้วย และความเปลี่ยนแปลงในประเทศเหล่านี้ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลถ่วงแห่งอำนาจ ซึ่งหากเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่เสรีนิยมก็อาจเป็นผลดีต่ออิสราเอล แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม ก็ย่อมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของอิสราเอล ทำให้สถานการณ์ย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาก่อนสงคราม 6 วัน ซึ่งโดยวิสัยของอิสราเอลคงไม่ปล่อยให้ตนเองถูกรุกรานก่อน หากแต่จะชิงลงมือโจมตีฝ่ายตรงข้ามทันทีที่ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น และนั่นอาจนำมาซึ่งสงครามยิว-อาหรับครั้งใหม่ ซึ่งน่าจะมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายแก่ทั้งสองฝ่ายอย่างมากมาย
ครับ หลายประเทศในแอฟริกาเหนือ อาหรับ และตะวันออกกลาง กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง และอยู่บนทางแยกที่สำคัญซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งใครจะเลือกเดินทางไหน และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทีเดียวแหละครับ



