ข่าว

ใส่ใจใต้วิโยค

ใส่ใจใต้วิโยค

28 มี.ค. 2554

ในขณะที่ความสนใจของคนไทยส่วนใหญ่ถูกดึงไปที่ญี่ปุ่น พม่า และลาว ความช่วยเหลือจำนวนมากทั้งเงินและสิ่งของไหลเทไปไกลบ้าน แน่นอนว่าความเอื้ออาทรย่อมไม่มีเงื่อนไขของฐานะเงินทอง กาลเวลา และสถานที่

  แต่นาทีนี้น้ำป่าที่ไหลท่วมหลายอำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช หลายจังหวัดในภาคใต้ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มาเร็วกว่ากำหนด กลับมีความใส่ใจจากสังคมน้อยมาก คล้ายคนอยู่ในป่า ไม่เห็นต้นไม้ โดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราช สีของน้ำป่าขุ่นคลั่ก เป็นสัญญาณที่นายพเยาว์ เรืองนาม นักอุตุนิยมวิทยาประจำศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ อธิบายว่า อาจเกิดปัญหาดินถล่ม ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ภาพเหตุการณ์ที่บ้านกระทูนเหนือ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อกว่า 20 ปีก่อน เป็นภาพหลอนขึ้นมาทันที

  ลักษณะพิเศษของอุทกภัยที่ภาคใต้ คือนอกจากน้ำท่วมแล้ว ยังอาจมีปัญหาดินถล่ม ไม่ต่างจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลมาท่วมทับทุกสิ่งเบื้องล่าง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2531 น้ำป่าทำให้ดินถล่มที่บ้านกระทูนเหนือ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 200 คน บ้านเรือนเสียหาย 1,500 หลัง มูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านบาท ต่อมาวันที่ 14 เมษายน 2550 ก็เกิดน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาบรรทัดลงสู่น้ำตกใน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง มีผู้เสียชีวิต 37 คน และสูญหาย 1 คน ในสถานการณ์ที่เกิดภัยธรรมชาติรอบบ้าน ดินฟ้าอากาศแปรปรวนเช่นนี้ ภาพที่เคยเกิดที่พิปูนและย่านตาขาว จึงเป็นภาพที่ไม่เกินคาดคิดในการเกิดที่ภาคใต้

 ฝนตกต่อเนื่องมาสัปดาห์หนึ่งแล้วที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ปริมาณน้ำฝนที่ตกมาเกินขีดความสามารถในการดูดซับน้ำของดินบนภูเขา ทำให้ฝนที่ตกลงมาไหลผ่านไปตามผิวพื้นดิน ร่วมกับน้ำป่าแหล่งอื่นไหลลงที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ยิ่งชันและมีพื้นที่รับน้ำมาก ก็ยิ่งมีความเร็วและมีพลังรุนแรงมากขึ้น ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้พยากรณ์ว่า ฝนจะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันจันทร์ที่ 28 มีนาคม ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย 4 จังหวัด คือชุมพร พัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ต้องระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก่อนหน้านี้บนเขามีต้นไม้ที่สามารถดูดซับน้ำไว้ได้ แต่ในห้วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ป่าถูกทำลายจำนวนมาก สภาพน้ำป่าไหลหลากก็เกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว

 ประกาศเตือนฉบับล่าสุดของกรมอุตุนิยมวิทยา ฝนจะยังคงตกหนักและตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล จังหวัดเหล่านี้ โดยปกติก็จะประสบภัยพิบัติ จากทั้งอุทกภัยและวาตภัย มากบ้างน้อยบ้างอยู่แล้วในช่วงปลายปี แต่ในปีนี้มาเร็วกว่ากำหนด และหากมองถึงสภาพการตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านแล้ว โอกาสที่จะอพยพหนีภัยทั้งระบบคงเป็นไปได้ยาก นอกจากการยอมรับชะตากรรมที่อาจจะเกิดขึ้น และป้องกันตัวเองตามมีตามเกิด แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ เป็นเรื่องที่คนไทยในฐานะเพื่อนร่วมชาติจะต้องใส่ใจ ติดตาม ให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะคิดถึงคนไกลบ้าน