
"สดศรี สัตยธรรม"ยอมยกธง!
หลังจาก "สดศรี สัตยธรรม" หนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอาจจะลาออกจาก "กกต." หากมีการกดดันจึงเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า "ใครกดดัน.และกดดันเรื่องอะไร?" จนทำให้ "สดศรี" เกิดอาการ "เบื่อการเมือง" ถึงขั้นประกาศจะ
ต่อมา "สดศรี" ได้เปิดเผยสาเหตุที่แท้จริงของประกาศเตรียมลาออกจาก "กกต." เนื่องจากไปยื่นใบสมัคร "คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย" ในวันสุดท้ายก่อนออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องเบื่อการเมืองถึงขั้นเตรียมลาออกจากตำแหน่ง
พร้อมกับยอมรับว่า "หากได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็จะลาออกจากการเป็นกกต.ทันที ...และจากนี้ไปหากมีองค์กรอิสระไหนเปิดรับสมัครก็จะไปสมัครทุกองค์กร จะไม่หยุดแค่นี้" วลีนี้เองทำให้ "สดศรี" ได้ตกเป็น "เป้าของสังคม" ขึ้นมาทันที
เพราะสังคมเริ่มสงสัยสาเหตุที่ทำ "สดศรี" จะลาออกจากตำแหน่งคงไม่ใช่ "ถูกใครกดดัน" แต่แท้จริงแล้วน่าจะหาที่งานใหม่ให้กับตัวเองมากกว่า การที่ "สดศรี" ออกมาให้สัมภาษณ์ "เบื่อการเมืองและถูกกดดัน" หลังไปยื่นใบสมัคร "คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย" อาจถูกตีความหมายไปในด้านลบมากกว่าบวก
หากเลือกระหว่างไปสมัคร "คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย" แล้วมาให้สัมภาษณ์ภายหลังกับการ "ลาออก" แล้วบอกสาเหตุ เพราะจะไปสมัครคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแบบไหนดูดีกว่ากัน
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองแบ่งสีแบ่งฝ่ายทำให้ "กกต." ต้องรับภาระทำงานหนักไม่ว่าฝ่ายไหน "ชนะ" กกต.เป็นฝ่ายที่ถูกกดกันทุกครั้งจากฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์
เห็นได้จาก "คดียุบพรรค" ที่ผ่านมาผู้ที่ถูกกระทำและรู้สึกว่ากลุ่มตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะบุกทวงถามความเป็นธรรมจาก "กกต." ถึงสำนักงาน
ที่หนักและได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ "อภิชาต สุขัคคานนท์" ประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการ ถึงขั้นถูกคนร้ายโยนระเบิดขู่หน้าบ้านพักจนครอบครัวต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นแทน
ไม่รวมกรณี "กกต." ถูกผู้เสียประโยชน์ยื่นฟ้องร้องอีกหลายคดี
ดังนั้นผู้ที่มาทำหน้าที่บริหารจัดการการเลือกตั้งต้อง "เสียสละ" และต้องทำงานภายใต้แรงกดดดันรอบด้าน
เมื่อถามว่าผู้ที่อาสามาทำหน้าที่นี้รู้หรือไม่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วตัวเองต้องมาเผชิญกับปัญหาอะไรบ้างคำตอบคือ "รู้ดี" คนวงในใกล้ชิด " 5 กกต." รู้ดีว่าส่วนใหญ่ "หนักใจ" เมื่อการเลือกตั้งใกล้มาถึง
ยิ่งกระแสข่าวช่วงแรกที่รัฐบาลออกมาให้สัมภาษณ์ว่าหากกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้งสามฉบับยังไม่ผ่านถ้าหากมีการยุบสภาเกิดขึ้น ก็ให้กกต.ออกประกาศเฉพาะระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้รวมถึงพ.ร.บ.พรรคการเมือง และพ.ร.บ.กกต. ทำให้ "กกต." หลายคนเริ่มกังวลหากมีการฟ้องว่าประกาศของ กกต.ไม่ชอบ
แต่ "กกต." คนอื่นเลือกที่จะเก็บเงียบไม่ยอมให้สัมภาษณ์
ขณะที่ "สดศรี" ถือเป็น "กกต." คนเดียวที่กล้า "เปิดหน้า" แสดงความคิดเห็น และทุกครั้งเมื่ออยู่ท่ามกลาง "ไมค์ และไฟส่องหน้า" หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า "สดศรี" พูดทุกเรื่องที่ถูกถามจนบางครั้งอาจจะลืมไปว่าสิ่งที่พูดสุดท้ายอาจผูกมัดตัวเอง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน "สดศรี" คิดว่าที่อาจจะลาออก เพราะไม่อยากเป็น "แพะ" ทางการเมือง จึงเกิดกระแสข่าว "เสียงกกต." ที่จะขาดหายและขยายวงกว้างไปถึงขั้น "เลือกตั้งไม่ได้"
สุดท้ายข่าว "กกต." ลาออกตกเป็นเป้าทางสังคมและถูกมองว่าหนีปัญหา และเลยเถิดไปถึงขั้น "ขัดขวาง" การเลือกตั้งเสียเอง
และการที่ประชุมรัฐสภานำร่างกฎหมายลูก 3 ฉบับ เข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่...)พ.ศ...., ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ฉบับที่...) พ.ศ... และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่...) พ.ศ. ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ
ทำให้สถานการณ์ความกดดันที่ "5 กกต." ลดลง แต่ "เป้า" ไปอยู่ที่ "สดศรี" แทน เพราะเมื่อรัฐบาลออกกฎหมายที่เป็นเหมือน "เครื่องมือ" ในการบริหารจัดการเลือกตั้งจากนี้ไปถือเป็นหน้าที่ของ "กกต." ที่ต้องรับลูกต่อ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจร่วมแก้ไขปัญหาการเมืองที่เป็นอยู่
เมื่อสถานการณ์ "พลิกกลับ" และดูเหมือนจะเป็นลบล่าสุด "สดศรี" เปิดใจว่า เรื่องข่าวลาออก เพราะแรงกดดันเป็นเรื่องตีความที่ผิดพลาด เพราะแรงกดดันในที่นี้หมายถึงกรณีกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 3 ฉบับยังไม่ผ่าน หากต้องให้ กกต. ออกประกาศระเบียบมาใช้โดยไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอาจถูกฟ้องได้ จึงมองว่าเป็นการโยนภาระหนักให้ กกต.เมื่อไม่มีกฎหมายรองรับอาจถูกฟ้องร้องได้หากผลเลือกตั้งออกมาก้ำกึ่ง
"เรื่องการลาออก มันเรื่องผลพลอยได้ เพราะดิฉันไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่โอกาสได้ยากมาก เพราะมีคนสมัครรถึง 234 คนและต่างเป็นคนที่มีคุณภาพ ดิฉันก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าคนอื่น จึงไม่คิดว่าจะได้ เมื่อมีเรื่องนี้เขาก็คงไม่เอาดิฉัน เพราะกลัวว่าจะไม่มีคนจัดการเลือกตั้ง แต่หากมีองค์กรอิสระอื่นเปิดก็จะไปสมัคร ดิฉันเป็นคนธรรมดา ไม่ตายก็ต้องหาสิ่งที่ดี เมื่อเห็นอันตราย ไม่ใช่ต้องชนหรือกระโดดเข้ากองไฟ คงไม่มีใครเสียสละขนาดนั้น"
จากคำให้สัมภาษณ์แสดงว่า "แรงกดดัน" ไม่ใช่ตัวบุคคลแต่เป็น "กฎหมาย" การที่ "สดศรี" พูดไม่เคลียร์ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจไขว่เขว
ท่าทีของ "สดศรี" หากเปรียบเป็นกีฬาฟุตบอลก็คงไม่ต่างจาก "กรรมการ" ที่ยังไม่ทันเขี่ยลูก "กรรมการ" ก็ยอมยกธงขาวเปลี่ยนตัวกรรมการซะแล้ว
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
สมถวิล เทพสวัสดิ์



