ข่าว

คนไทยกำลังเข้าโรงเรียน

คนไทยกำลังเข้าโรงเรียน

28 มี.ค. 2554

แม้ว่าการเมืองไทยจะดูสับสนทั้งในและนอกสภาดังปรากฏอยู่ แต่มองอีกด้านหนึ่งใช่หรือไม่ว่า คนไทยกำลังเรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ประชาธิปไตย”

ที่ผ่านมานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ไม่มีครั้งใดเลยที่สังคมไทยจะได้มีโอกาส “เรียนรู้”และ “ฝึกฝน”หลักสูตรประชาธิปไตยอย่างจริงจังเช่นช่วงเวลานี้

 เพราะเมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์ “ไม่สงบเรียบร้อย” โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็นที่ “ผู้มีอำนาจ” คือกองทัพเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพอันล่อแหลมต่อ “ความมั่นคงของชาติ” แล้ว การยึดอำนาจมาไว้กับฝ่ายกองทัพก็จะเกิดขึ้นทันที

 โรงเรียนประชาธิปไตยถูกปิด

 คนไทยจึงไม่เคยมีโอกาสได้เข้าเรียนประชาธิปไตยจนจบหลักสูตรเลย

 ด้านหนึ่งทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยหยุดชะงักขาดความต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความจำเป็นเนื่องจากภัยคุกคามที่เป็นจริงอันเป็นผลพวงจากการเผชิญหน้าระหว่างฝ่าย “โลกเสรี” กับฝ่าย “สังคมนิยม” ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งยึดมั่นแนวทาง “อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน” เป็นภัยคุกคามในยุคนั้น

 ไม่มีใครปฏิเสธสัจธรรมแห่งหลักการประชาธิปไตยที่ว่า เป็นการปกครองซึ่ง “เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” ทว่าการจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยมิได้ง่ายเพียงแค่พร่ำสวดคำขวัญนี้ให้ขึ้นใจเท่านั้น เพราะแต่ละสังคมจะต้องนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพที่เป็นจริงของตน

 ผู้คนของแต่ละสังคมต้อง “ร่างหลักสูตร” ของตน แล้วพร้อมใจกันเข้าเรียนในโรงเรียนประชาธิปไตยของตน จบหลักสูตรเมื่อใด ไม่มีใครมอบปริญญาบัตรให้ แต่จะได้รูปธรรมที่เป็นจริงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมและใช้ได้ผลกับสังคมของตน

 หลักสูตรนี้ไม่ง่าย และใช้เวลายาวนาน บางประเทศเป็นร้อยปี...

 วันนี้แม้ทุกคนจะเป็นห่วงกังวลว่าถึงที่สุดแล้วอนาคตของชาติจะไปในทิศทางใด แต่หากเข้าใจว่า เรากำลังเข้าเรียนโรงเรียนประชาธิปไตย และช่วงนี้กำลังอยู่ระหว่างการทำข้อสอบแรกๆ สอบได้สอบตกต้องรอผลเพื่อเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์สำหรับการทดสอบครั้งใหม่จนกว่าจะจบหลักสูตรนี้ เข้าใจเช่นนี้ เราคงมีกำลังใจขึ้น

 เข้าใจเช่นนี้เมื่อเทียบเคียงเหตุการณ์ปัจจุบันกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาด้วยซ้ำ

 กับความคลุมเครือปัจจุบัน ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ มีความพยายามขว้างหินถามทางเรื่องการยึดอำนาจ แต่กองทัพมิได้หวั่นไหวตามไปด้วยเรื่องจึงเงียบกันไป ท่วงทำนองของกองทัพ “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง” นับเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว เพราะแม้หลายฝ่ายจะมีความวิตกกังวลว่า หากปล่อยให้ความขัดแย้งนี้ดำรงอยู่ต่อไป สักวันหนึ่งคงถึงขั้น “นองเลือด” เมื่อประชาชนต่างขั้วความคิดปะทะกัน แต่จนถึงวันนี้ เราก็เห็นว่า เมื่อกองทัพไม่เข้ามาเกี่ยวข้องปล่อยให้ “การเมือง” แก้ด้วย “การเมือง” คู่ขัดแย้งก็รู้จักเรียนรู้หาทางออกไม่เข้าปะทะกันด้วยกำลังแตกหักจน “นองเลือด” อย่างที่ใครต่อใครพากันเป็นห่วง

 ไม่แตกต่างอะไรกับเรื่องในครอบครัว ถ้าพ่อแม่วางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้าง ลูกๆ ก็เรียนรู้ที่จะตกลงแก้ปัญหากันเองโดยไม่ต้องให้พ่อแม่มาตัดสิน

 ลูกที่แก้ปัญหากันเองไม่ได้ เมื่อไหร่จะรู้จักโต ?

 สังคมไทยที่กำลังเข้าเรียนโรงเรียนประชาธิปไตยอยู่ทุกวันนี้ ว่าไปแล้วก็เหมือนกับเด็กน้อยกำลังหัดเดิน แน่นอนย่อมต้องมีล้มลุกคลุกคลานอยู่บ้าง แต่หากพ่อแม่แม้จะด้วยความรักเข้าโอบอุ้มทุกครั้งที่ลูกล้ม...เมื่อใดเล่าที่ลูกจะเดินได้ ?

 จึงขอให้กำลังใจกองทัพยืนหยัดในหลักการ “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง” ตลอดไป

 และขอให้กำลังใจคนไทยตั้งใจเรียนโรงเรียนประชาธิปไตยให้จบโดยเร็ว

พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์