ข่าว

มาร์คแนะบริหารงานต้องเข้าใจชาวบ้าน

มาร์คแนะบริหารงานต้องเข้าใจชาวบ้าน

27 มี.ค. 2554

นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายปฏิรูประบบสวัสดิการชุมชนที่โคราช เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ต้องเข้าใจชาวบ้านและให้ชาวบ้านในชุมชนมีส่วนร่วมในการทำงาน พร้อมรุดลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุอัคคีภัยครั้งรุนแรงที่อำเภอปักธงชัย

วันที่ 27 มี.ค.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคม ได้เดินทางไปร่วมงานปฏิรูประบบสวัสดิการชุมชนและท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดทิศทางแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐต่อการพัฒนาศักยภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดนครราชสีมา พร้อมยกระดับสู่การปฏิรูประบบสวัสดิการชุมชน

 นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนและกล่าวให้นโยบายกับเจ้าหน้าที่ขบวนองค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 500 คน ท่ามกลางการอารักขาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้กำลังในการอารักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีครั้งนี้รวม 6 กองร้อย จำนวนเจ้าหน้าที่ 900 นาย ขณะที่สถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปตามปกติไม่มีกลุ่มผู้ชุมชนหรือกลุ่มเรียกร้องใด เข้ามาชุมนุมในบริเวณสถานที่จัดงานแต่อย่างใด

 นายกรัฐมนตรีกล่าวกับผู้เข้าร่วมงานว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินโครงการส่งเสริมสวัสดิการในชุมชนหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการประกันราคาพืชผลการเกษตร ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยทำให้เกษตรกรในชุมชนมีรายได้เพิ่มและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมไปถึงการออกกฎหมายเงินออมแห่งชาติซึ่งจะทำให้ประชาชนมีเงินออมใช้ในยามชรา โดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมในระบบประกันสังคม  ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม นี้ และมีประชาชนแสดงความต้องการอยากเข้าร่วมโครงการนี้แล้วกว่า 2 แสนคน
 
 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องรู้จักปรับยืดหยุ่นในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เนื่องจากประชาชนในแต่ละพื้นที่ก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน และในเรื่องของการจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาก็ต้องเปิดโอกาสหาเวทีพูดคุยกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในชุมชนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งความร่วมมือกันในชุมชนดังกล่าวจะสามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้
 
 จากนั้นนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบและเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนชาวชุมชนตลาดตำบลเมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ที่ประสบเหตุอัคคีภัยในช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีบ้านเรือนราษฎรถูกไฟผลาญรวม 20 หลังคาเรือน ห้องแถวซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้า 25 คูหา อาคารพาณิชย์ 1 หลัง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 9 ราย โดยในจำนวนนี้ 5 รายอาการสาหัสต้องนำตัวส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราช

 โดยนายอภิสิทธิ์ ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้ประสบภัยกรณีที่บ้านเรือนและร้านค้าถูกไฟไหม้ทั้งหลังรวม 20 หลังคาเรือน ครอบครัวละ 10,000 บาท พร้อมกับได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทางอำเภอปักธงชัย ได้สำรวจความเสียหายของบ้านเรือนราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ครั้ง เพื่อของสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือกรณีผู้ประสบภัยพิบัติจากทางจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วน 

 ส่วนการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ขณะนี้ทางอำเภอปักธงชัยได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้นที่ด้านหน้าชุมชนตลาดเมืองปักฯ ที่เกิดเหตุ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้มาแจ้งความเสียหาย เพื่อนำส่งให้ทางอำเภอรายงานต่อไปยังทางจังหวัดเพื่อของบประมาณช่วยเหลือจากกระทรวงมหาดไทยตามระเบียบต่อไป พร้อมทั้งมีลการตั้งจุดรับบริจาคสิ่งของ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม อาหารและน้ำดื่ม เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งมีหน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชนในพื้นที่บริจาคสิ่งของมาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันเป็นจำนวนมาก 

  นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนชาวอ.ปักธงชัยที่ประสบเหตุอัคคีภัยในครั้งนี้ว่า การให้ความช่วยเหลือขณะนี้ได้กำชับให้ทางอำเภอเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อนำส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้ดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบโดยเร็วที่สุด พร้อมกับประสานให้ฝ่าย อปท.เร่งช่วยเหลือเรื่องที่พักอาศัย เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อาหาร น้ำดื่ม ทั้งนี้ อ.ปักธงชัยฯเป็นพื้นที่ที่ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ก็ต้องมาประสบกับเหตุอัคคีภัยครั้งรุนแรงอย่างนี้อีก 

 ดังนั้นในจุดนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ ที่ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนเป็นอย่างมาก  ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนจากเหตุการณ์นี้ ส่วนของทางราชการก็มีระเบียบการให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว ซึ่งก็ให้ดำเนินการได้ทันที เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด