
อภิสิทธิ์จะสั่งสำรวจอาคารเก่าทั่วไทย
นายกฯอภิสิทธิ์จัดรายการเชื่อมั่นฯร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือภัยพิบัติ ยันจะสั่งให้มีการสำรวจอาคารเก่าทั่วประเทศ กทม.หวั่นอาคารขนาดเล็กเสี่ยงแผ่นดินไหว ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจ 12 ตึกเสี่ยง พรุ่งนี้ (28มี.ค)
(27มีนาคม) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้จัดรายการสดเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เกี่ยวกับแผนป้องกันและเตรียมรับมือภัยพิบัติ โดยมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายต่อศักดิ์ วานิชขจร อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ขณะเดียวกันได้ประชุมวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยัง 4 จังหวัดประกอบด้วย จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดเชียงราย และ จังหวัดน่าน เพื่อติดตามในเรื่องของน้ำท่วมและเรื่องแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
นายอภิสิทธิ์ได้ซักถามสถานการณ์ล่าสุดและความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รายงานว่า มีน้ำท่วมใน 23 อำเภอ 165 ตำบล และ 1,151 หมู่บ้าน ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 21 อำเภอ 115 ตำบล 722 หมู่บ้าน เสียชีวิต 1 ราย ส่วนพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 1 แสน 5 หมื่นไร่ ประเมินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 300 ล้านบาท และที่สนามบินมีน้ำท่วมขังรันย์เวย์ประมาณ 1 ฟุต ทำให้ต้องงดการบินทั้งหมด โดยจะเร่งระบายน้ำลงแก้มลิงให้เร็วที่สุด และขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วนแล้ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมจัดอุปกรณ์เครื่องมือให้ความช่วยเหลือ และจะจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ โดยให้ประสานกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทันที
นายอภิสิทธิ์กล่าวเกี่ยวกับการป้องกันแผ่นดินไหวว่า จะสั่งให้มีการสำรวจอาคารเก่าทั่วประเทศ
น.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีหน้าที่เฝ้าระวังภัยพิบัติต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติมาวิเคราะห์ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงทีผ่านระบบต่างๆ ทั้งข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย รวมทั้งผ่านคลื่นวิทยุไปยังหน่วยงานท้องถิ่น โดยข้อมูลข่าวสารที่ได้จะนำมาวิเคราะห์ให้สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศแต่ละพื้นที่ เพื่อหาแนวทางอพยพและเตรียมรับสถานการณ์ ทั้งนี้ ได้แนะนำให้ประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารของทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยยืนยันว่า ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำหน้าที่ดูแลประชาชนให้ปลอดภัย
นายวิบูลย์ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งว่า มีพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินประเภทภัยแล้งแล้ว 47 จังหวัด 354 อำเภอ 2,433 ตำบล 23,981 หมู่บ้าน แบ่งเป็นภาคเหนือ 17 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัด ภาคกลาง 5 จังหวัด ภาคตะวันออก 7 จังหวัด และภาคใต้ 3 จังหวัด
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2554 ถึงปัจจุบัน ได้เกิดฝนตกหนักอัน ทำให้หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้มีน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง 5 จังหวัด 34 อำเภอ 168 ตำบล 1,292 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 27,315 ครัวเรือน 61,568 คน ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง และจังหวัดชุมพร มีผู้เสียชีวิต 3 ราย
สำหรับสถานการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2554 เวลา 13.25 น. เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า ขนาด 5.2 ริกเตอร์ ศูนย์กลาง 60 กม. ห่างจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย และจากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 เวลา 20.55 น. เกิดแผ่นดินไหวในประเทศพม่า ขนาด 6.8 ริกเตอร์ ศูนย์กลางห่างจาก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 10 กม. ประชาชนในพื้นที่สามารถรับความรู้สึกได้ และมีแผ่นดินไหวตามมา (after shock) จำนวน 40 ครั้ง ขนาดตั้งแต่ 3.0-6.2 ริกเตอร์ ทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ และเสียหาย ดังนี้ จังหวัดเชียงราย ได้รับความเสียหาย 15 อำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา และจังหวัดน่าน
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างต่อ
กทม.หวั่นอาคารขนาดเล็กเสี่ยงดินไหว
นายชาตินัย เนาวภูต รองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์"สำนักข่าวเนชั่น" ถึงมาตรการรับมือแผ่นดินไหวของอาคารสูง ว่า หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่า ฯ กทม.ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารสูง เพื่อตรวจสอบและประชาสัมพันธ์เพื่อให้เจ้าของอาคารเกิดความกระตือรือร้น ในการวางแผนรับมือแผ่นดินไหว
โดยสัปดาห์หน้า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักการโยธา ฝ่ายป้องกันภัย ประชุมเตรียมความพร้อมส่วนมาตรการความปลอดภัยด้านแผ่นดินไหว ตามอาคารใหญ่ ๆ มีการออกแบบที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2550 ซึ่งมีความปลอดภัยที่จะสามารถรองรับเหตุแผ่นดินไหวขนาดเล็กได้ แต่เป็นห่วงอาคารขนาดเล็ก ที่มีรากฐานเสาเข็มหรือฐานไม่แข็งแรงพอ อาจจะได้รับผลกระทบ
ด้านนายจุมพล สำเภาพล ผู้อำนวยการสำนักโยธา กทม. กล่าวว่า มี 12 อาคารที่ กทม.จะเข้าไปตรวจสอบเป็นพิเศษ เพราะอาคารเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นอาคารที่รู้สึกได้หากมีแผ่นดินไหว ซึ่งกทม.จะเข้าไปตรวจสอบความมั่นคง ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว จากนั้น วันพรุ่งนี้ ( 28 มี.ค) จะส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่เข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าอาคารเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย แต่เป็นการตรวจโครงสร้างอาคารเพื่อความมั่นใจของประชาชน
สำหรับอาคาร 12 แก่ง ที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ อาคารชุดเสริมมิตรทาวเวอร์ 30 ชั้น อาคารชุดเฟิร์สทาวเวอร์ 22 ชั้น ,ศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ 29 ชั้น, อาคารออลซีซั่นส์ พร็อพเพอร์ตี้ 53 ชั้น ,อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ 58 ชั้น ,อาคารชัยทาวเวอร์ 30 ชั้น ,อาคารเบญจจินดา 36 ชั้น อาคารชินวัตร 3 ถ.วิภาวดีรังสิต 32 ชั้น ,อาคารไอทาวเวอร์ 32 ชั้น ,อาคารธนาคารทหารไทย 34 ชั้น อาคารซันทาวเวอร์ 40 ชั้น และอาคารซันทาวเวอร์ 34 ชั้น
ปชช.ไม่กังวลเหตุแผ่นดินไหว-ขอรัฐเปิดเผยข้อมูลจริง
สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ประเทศไทยกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า และส่งผลมาถึงประเทศไทย พบว่า ประชาชนติดตามข่าวสารเรื่องดังกล่าว และเหตุที่เกิดขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ 42.86 % ไม่ค่อยวิตกกังวลหรือเครียดมาก เพราะเห็นว่าควรมีสติ และเตรียมตนเองให้พร้อม ขณะที่ 31.75 % ค่อนข้างกังวลและเครียด เพราะประเทศไทยยังไม่เคยเจอะกับเหตุกาณ์ลักษณะดังกล่าว ขณะที่ 8.46 % วิตกกังวลและเครียดมาก ซึ่งหากเกิดเหตุกาณ์แผ่นดิไนไหวในประเทศไทยจริง ประชาชนจะมีวิธีป้องกันตัว 40.46 % เห็นว่าควรตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนก 25.18 % ติดตามรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ขณะที่ 20.33 % เมื่อเกิดแผ่นดินไหวให้รีบออกจาก อาคาร บ้านเรือนโดยเร็ว
ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ 52.41% ขอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักและจริงจัง และมีการประชุมองค์กรที่เกี่ยวข้องวางแผนร่วมกันในการป้องกัน 24.50 % ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลตามความจริง ไม่ปกปิด และดูแลโครงสร้างอาคาร บ้านเรือนต่างๆ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม เหตุกาณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น สามารถนำมาเป็นบทเรียน โดยประเทศญี่ปุ่น ที่มีการจัดระบบการดูแลเรื่องภัยพิบัติเป็นอย่างดี แต่เมื่อเจอะปัญหาก็ย่ำแย่ รองลงมาคือ ให้ดูประเทศญี่ปุ่น ในการมีระเบียบวินัย การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเหตุที่เกิดขึ้นนั้น มองว่า ภัยธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ของโลกเปลี่ยนไปจากอดีตมากและทุกประเทศไม่ควรประมาทนิ่งนอนใจ



