
วัตถุไวไปแต่อย่าคิดไวเกิน
วันก่อน มีคนตั้งฉายาให้ว่า วัตถุ..ไวไป ด้วยเหตุที่เป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว และตัดสินใจเร็ว ซึ่งแน่นอนว่า ไอ้ที่เร็วๆ นั้น จะถูกหรือผิดต้องว่ากันอีกครั้ง เพราะ คิดเร็ว ไม่ได้แปลว่า คิดถูก เสมอไป
แต่ถึงเป็นคนคิดเร็วยังไง ดิฉันก็มี “สติ” ในเรื่องเงินๆ ทองๆ เสมอ
วันนี้มีกรณีตัวอย่างเรื่องเงินๆ ทองๆ มาฝากให้พิจารณากันด้วยค่ะ ถือว่า เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งหากคุณผู้อ่านมีเรื่องเล่าหรือมีข้อคิดเห็น รวมถึงมีข้อซักถามก็สามารถฝากคำถามมาที่ e-mail address ได้เลยนะคะ หรือจะไปโพสต์คำถามไว้ที่เว็บบอร์ดรายการ “เงินทองต้องรู้” ที่ www.nationradio.co.th ก็ได้ค่ะ
ตัวอย่างแรก ก็มาจากคุณผู้ฟังรายการที่ฝากผ่านเว็บบอร์ดนี่แหละค่ะ สุภาพบุรุษท่านนี้บอกว่า ไปรูดบัตรเครดิตซื้อของกับภรรยา เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาหมื่นกว่าบาท หลังจากนั้นประมาณ 1 วันหรืออาจจะเร็วกว่านั้น ก็ได้รับข้อความเป็นเอสเอ็มเอสจากสถาบันการเงินผู้ให้บริการบัตรเครดิตบอกว่า ยอดชำระดังกล่าวสามารถผ่อนชำระได้ 10 งวด ด้วยอัตราดอกเบี้ย XX% ถ้าสนใจก็ให้กดหมายเลขโทรศัพท์ 02 XXX XXXX เพื่อยืนยัน
จะอารมณ์ไหนก็ไม่ทราบ แต่น่าจะเป็นอารมณ์ที่ “ไวเกิน” ทำให้คุณผู้ชายท่านนี้ไปกดยืนยันทำรายการเข้า ซึ่งเท่ากับว่า ยอดเงินหมื่นกว่าบาทนั้น ได้พอกพูนขึ้นจาก “ดอกเบี้ยผ่อนชำระ”
ปัญหาที่คุณผู้ชายท่านนี้ ถามมาในรายการ ก็คือ กรณีแบบนี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่สถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตทำได้หรือไม่ และถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ คำตอบก็คือ เป็นสิทธิที่สถาบันการเงินเจ้าของบัตรพึงกระทำได้อยู่แล้วค่ะ เพียงแต่ว่า ผู้บริโภคต่างหากที่ต้องมี “สติ”
เพราะตอนตอบรับร่วมแคมเปญผ่อนชำระ เข้าใจว่า ผู้บริโภคท่านนี้คง “มองเห็น” เฉพาะการเชิญชวนให้ผ่อนชำระ 10 เดือน โดย “มองไม่เห็น” เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่พ่วงมาด้วย ดังนั้น ก่อนลงมือต้องไตร่ตรองให้รอบคอบถี่ถ้วนก่อน อันนั้นดีที่สุดแล้ว
อีกกรณีหนึ่ง ดิฉันเจอกับตัวเองแบบงงๆ เหมือนกัน เมื่อมีพนักงานแบงก์ทหารไทยโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบว่า “วงเงินสินเชื่อบุคคลที่ขอไว้ ได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว” งานนี้เรียกว่า งงกันถ้วนหน้าค่ะ ด้วยเหตุที่ไม่เคยขอสินเชื่อบุคคลใดๆ กับใครทั้งสิ้น แล้วอยู่ๆ มีพนักงานแบงก์มาบอกว่า อนุมัติสินเชื่อที่ “ขอไว้” เลยไม่รู้ว่า ตกลงมีใครสวมรอยไปขอแทนหรือเปล่า
จนกระทั่ง ซักไปซักมา ถึงได้ความว่า เป็นสินเชื่อที่แบงก์อนุมัติให้ (โดยไม่ต้องขอ...แบบนี้ก็มีด้วย) ถ้าอยากใช้วงเงินก็ให้ไปกรอกแบบฟอร์ม แล้วก็แนบสลิปเงินเดือนแค่นี้ก็สามารถนำวงเงินสินเชื่อนั้นออกไปใช้ได้แบบชิลชิล
วันนั้น ดิฉันตอบพนักงานแบงก์ไปแล้วว่า ดิฉันไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน และขอย้ำอีกครั้งว่า ดิฉันไม่เคยยื่นเรื่องใดๆ เพื่อขอวงเงินสินเชื่อบุคคลมาใช้
หลังจากนั้น ประมาณ 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่แบงก์ทหารไทย ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นคนเดิม โทรศัพท์มาใหม่ แต่ “ข้อความ” ที่สื่อสารเปลี่ยนไป เป็นถามว่า ตกลงยังสนใจใช้วงเงินสินเชื่อบุคคลอยู่หรือไม่ ก็เลยตอบอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า “ไม่ค่ะ” และถ้าต้องการใช้เมื่อไหร่ ดิฉันจะติดต่อกลับไปเอง
ทุกวันนี้ก็ยังงงๆ อยู่เหมือนเดิมว่า เดี๋ยวนี้แบงก์อนุมัติสินเชื่อกันง่ายดายแบบนี้เลยหรือ?? และถ้าเราไม่ได้ซักไซ้ให้ละเอียด หรือปากไวคิดไวไปตกปากรับคำ เผลอๆ เท่ากับเรากลายเป็น “หนี้” แบบไม่รู้ตัว แม้ว่าในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว จะต้องมีการลงชื่อในเอกสารแสดงความยินยอมก็ตาม
หรือแม้กระทั่งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตทางโทรศัพท์ ที่บริษัทประกันชีวิตภาคภูมิใจมาก ว่าสามารถขยายฐานลูกค้าได้เป็นกอบเป็นกำก็เช่นกัน ผู้บริโภคต้องตั้งสติให้มั่นก่อนตอบรับหรือตอบตกลงใดๆ เพราะการตอบตกลงทางโทรศัพท์ของคุณ อาจจะเป็นภาระผูกพันคุณไปอีก 10-15 ปีหรือมากกว่านั้น โดยที่คุณไม่รู้จักหน้าค่าตาของคนที่โทรมา และโดยที่คุณไม่ได้พิจารณาเงื่อนไขอะไรมากไปกว่าการคุยโทรศัพท์ในเวลา 10-15 นาที
เพื่อนที่เป็นบรรณาธิการข่าวของดิฉัน เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ เมื่อบอกปลายสายว่า จะขายประกันชีวิตทั้งที มีเอกสารอะไรให้ดูบ้าง ทางโน้นตอบว่า เดี๋ยวถ้าตอบตกลง (ซึ่งเราจะบันทึกเทปไว้ และจะหักเงินจากบัญชีทันที) จะส่งเอกสารแจ้งให้ทราบ เพื่อนของดิฉันก็เลยตอบไปว่า ขายประกันชีวิต แต่ไม่มีเอกสารให้ดู ใครจะซื้อคุณ (คนขายคงงง เพราะมีคนซื้อกันทั่วบ้านทั่วเมือง)
ถ้าคิดช้าๆ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ หลายคนคงไม่ต้องนั่งปวดหัวกับประกันชีวิตที่มีมากเกินความจำเป็น หนำซ้ำยังเป็นภาระที่เกิดจากการ “คิดไว” ไปของตัวเองอีกต่างหาก
ล่าสุดเห็นแคมเปญของแบงก์กสิกรไทย ที่ให้กู้ครั้งเดียว ได้ทั้งบ้านและได้ทั้งรถ ต้องบอกว่า ดิฉันชื่นชมที่ธนาคารสรรหาบริการมานำเสนอให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ขอฝากคำเตือนไปถึงผู้บริโภคนิดเดียวว่า “อย่าคิดไวเกิน” เพราะทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ “ของฟรี” แต่หมายถึง “หนี้” ที่พอกพูนขึ้น และหมายถึง “ดอกเบี้ย” ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
รายละเอียดของแคมเปญนี้ ระบุว่า ลูกค้าใหม่ที่ยื่นขอกู้สินเชื่อบ้านกสิกรไทย จะได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เพิ่มเติมไปพร้อมกับสินเชื่อบ้าน โดยลูกค้าสามารถใช้เอกสารชุดเดียวกันยื่นสมัครสินเชื่อบ้านกสิกรไทย เพื่อพิจารณาอนุมัติทั้งสองสินเชื่อได้ในคราวเดียวกัน ไม่ต้องยื่นขอกู้แยกเป็นสองครั้งเหมือนที่ผ่านมา
ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อบ้านกสิกรไทยอยู่แล้ว จะได้รับวงเงินสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย เพื่อซื้อรถโตโยต้าด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ โดยมีวงเงินขั้นต่ำ ตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท
เข้าใจว่า แบงก์ก็ไม่ได้บังคับว่า กู้ซื้อบ้านแล้วจะต้องกู้ซื้อรถด้วย เพราะเรื่องแบบนี้บังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว แต่ลูกค้าบางคนอาจจะเพลินๆ หรือเลยเถิดไปด้วยคิดว่าเป็น “ของแถม” ลองชั่งน้ำหนัก ถ่วงใจตัวเองให้มั่นๆ ดูสถานการณ์และศักยภาพในการผ่อนชำระของตัวเองให้ดี อย่าผลีผลาม
จะเป็น “หนี้” ทั้งที ก็ต้องเป็น “หนี้อย่างบรรจง” ไม่ใช่พลั้งเผลอ และต้องเป็นลูกหนี้ที่มีคุณภาพค่ะ
ขวัญชนก
วุฒิกุล [email protected]



