ข่าว

รัฐสภาไทยพิจารณาบันทึกเจบีซีกับเขมร

รัฐสภาไทยพิจารณาบันทึกเจบีซีกับเขมร

25 มี.ค. 2554

“รัฐสภาไทย”เริ่มพิจารณาบันทึกเจบีซีแล้ว “ส.ว.รสนา” หนุนให้ถอน-ปล่อยให้รัฐบาลหน้ามาดูแล “นายกฯ” สวนทันที ปล่อยรัฐบาลหน้าอาจมีเปลี่ยนแปลงมติอีก ขอรัฐบาลไทยหนุนผลการศึกษากมธ.เจบีซี เพื่อให้รัฐบาลมีข้อโต้แย้งกับรัฐบาลกัมพูชา

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 มี.ค.นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมร่วมรัฐสภา อีกครั้งหลังจากพักการประชุมช่วงเช้าเนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา เพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) รวม 3 ฉบับ ซึ่งกมธ.เจบีซีพิจารณาแล้วเสร็จ 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนเริ่มเข้าระเบียบวาระทางสมาชิกรัฐสภา อาทิ นายวิทยา บูรณศิริ  ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย, นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ได้อภิปรายเพื่อขอให้มีการนับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ โดยนายชัย กล่าวว่าขณะนี้ได้เปิดประชุมไปแล้ว ขอให้สมาชิกดำเนินการอภิปรายไป เพื่อบรรยากาศความเรียบร้อย ขอความกรุณาสมาชิกอย่าได้เล่นมุขอะไรให้เกิดขึ้น อยากให้ประนีประนอม อย่างน้อยวันที่ 3 กรกฎาคมก็มีการเลือกตั้งแล้ว หากช่วงลงมติแล้วนับองค์ประชุม หากองค์ประชุมไม่ครบ ก็ต้องเลื่อนวันลงมติออกไปเป็นวันที่ 29 มีนาคม

จากนั้นในเวลา 13.20 น. การประชุมในระเบียบวาระดังกล่าวได้เริ่มขึ้น โดยนายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะประธานกมธ.เจบีซี ชี้แจงว่ากมธ.เจบีซี ได้ประชุมทั้งสิ้น 13 ครั้ง ซึ่งที่ประชุมรับทราบรายงานเอกสาร เรื่อง การประชุมคณะกรรมา ธิการเจบีซี เล่มสีน้ำตาล ซึ่งมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. บันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)   ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา 2543 เป็นข้อตกลงที่ทำเพื่อใช้เป็นกลไกในการแก้ปัญหาร ะดับทวิภาคีและเป็นการแสวงหาความร่วมมือกันโดยสันติ โดยไม่มีถ้อยคำใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่ 1:2แสน ระวางดงรัก   โดยรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่าไม่ยอมรับแผนที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 และออกแถลงการณ์ยืนยันวันที่ 31 มกราคม 2554
 
นายเจริญ กล่าวอีกว่า 2.การทำสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่บรรลุข้อตกลงได้ ดังนั้นไทยควรใช้รูปแบบการเจรจาที่แตกต่าง อาทิ พบปะเจรจาอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำไทย-กัมพูชา จนหาข้อสรุปได้ระดับหนึ่งแล้วจึงเปิดเจรจาอย่างเป็นทางการ ส่วนพื้นที่พิพาท ฝ่ายไทยควรเจรจากับฝ่ายกัมพูชานำชุมชน ประชาชน หรือทหารออกนอกพื้นที่พิพาทเพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพพร้อมในการสำรวจและทำหลักเขตแดน 3. สำหรับกรณีที่ประชาชนไม่สามารถเข้าไปทำกินในพื้นที่ของตนเองในพื้นที่พิพาทได้  ควรให้คณะรัฐมนตรีไปกำหนดแนวทางเยียวยาผู้มีเอกสารสิทธิระหว่างที่การสำรวจและทำหลักเขตแดนยังไม่ยุติ 4.คณะผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทยควรนำคำกล่าวปราศรัยเปิดการประชุมเจบีซีฝ่ายกัมพูชา ที่กล่าวหาและโจมตีฝ่ายไทยว่ารุกล้ำดินแดนหรือกระทำผิดเอ็มโอยู 43 ไปโต้แย้งหรืองท้วงติง และ 5. ร่างข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหารฉบับล่าสุดที่แนวกับบันทึกการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา วันที่ 6 เมษายน 52 , 11 พฤศจิกายน 51 และวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 52   ยังไม่สามารถตกลงกันได้และต้องเจรจาต่อไป

“ด้วยเหตุผลดังกล่าว ร่างข้อตกลงชั่วคราวฯ ยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ 2550 และการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวฯกับบันทึกการประชุมเจบีซี  3 ฉบับ ให้รัฐสภาพิจารณา มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกันร่างข้อตกลงชั่วคราวฯ ไม่ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ” นายเจริญ ชี้แจง

จากนั้นน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. อภิปรายว่าตนมีความเห็นขอให้ถอนวาระพิจารณาดังกล่าวออกไปและให้เวลากมธ.เจบีซีศึกษาประเด็นเพิ่มเติม หรือเลื่อนการพิจารณาออกไปให้รัฐบาลที่จะเข้ามาชุดหน้าดูแล เพราะเรื่องนี้เป็นเหมือนเผือกร้อน รัฐบาลมีความเร่งรีบพิจารณา อีกทั้งตนมองว่ายังมีหลายประเด็นที่กมธ.เจบีซียังศึกษาไม่ครบถ้วน  อาทิ กรณีที่ข้อสังเกตของกมธ.ระบุว่ารัฐบาลไทยที่ระบุว่า เอ็มโอยู 43 ไม่ระบุถ้อยคำว่ายอมรับแผนที่ 1:2แสนระวางดงรัก แล้วรัฐบาลกัมพูชาตอบกลับรัฐบาลไทยว่าอย่างไร, เอ็มโอยู 43 มีเนื้อหาสาระอย่างไรควรแนบมาให้รัฐสภาพิจารณา เพราะเท่าที่ทราบในเอ็มโอยูดังกล่าวได้มีการตกลงทำเขตแดนจากช่องสะงำ – ช่องบกใหม่และกรณีที่ให้สภาพิจารณาบันทึกเจบีซีต้องการให้มีการรับรองเอ็มโอยู่ 43 ด้วยหรือไม่

ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าการนำบันทึกการประชุมเจบีซีมาพิจารณาวันนี้ ไม่ใช่เพราะเร่งรีบ เนื่องจากมีการพิจารณามาแล้วตั้งแต่ปี 51 ส่วนที่ระบุว่าควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ตนเกรงว่าช่องว่างดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลกัมพูชานำเรื่องพื้นที่นี้ยกระดับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา เข้าสู่การเจรจาระดับพหุภาคี ซึ่งตนมั่นใจว่ารัฐบาลกัมพูชาทำแน่นอน   หากเป็นเช่นนั้นจะเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศไทย เพราะต้องคุยหลายฝ่ายมากขึ้น

“ผมขอชื่นชมกรรมาธิการเจบีซีทำให้รัฐบาลไทยมีจุดยืนต่อในการต่อสู้ ด้วยการนำความเห็นของฝ่ายนิติบัญญัติไปโต้แย้งกับรัฐบาลกัมพูชาต่อเรื่องนี้ กรณีที่รัฐบาลไทยโต้แย้งไม่รับแผนที่ระวางดงรักแล้วกัมพูชาจะเห็นด้วยหรือไม่ สมาชิกรัฐสภาไม่ต้องไปรับรองส่วนนั้น สิ่งที่รัฐสภาไทยช่วยได้คือ ลงมติสนับสนุนข้อสังเกตของกรรมาธิการเจบีซี เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระบวนการผูกผันกับรัฐธรรมนูญ   หากถอนไป ก็เท่ากับสร้างความไม่แน่นอน ว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่เวทีระดับพหุภาคีหรือไม่ หากถอนไปก็ทิ้งค้าง ผมอยากทำความเข้าใจถูกต้องว่าเอ็มโอยู 43 เป็นการจัดทำหลักเขต ตามสนธิสัญญา บางพื้นที่ที่ไม่มีสันปันน้ำ ก็ต้องทำหลักเขต หากยังมีความสงสัยว่าแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ระวางดงรักเป็นสิ่งที่กรรมการปักปันเขตแดนทำหรือไม่ ให้ไปอ่านบทความของดร.สมปอง สุจริตกุล” นายอภิสิทธิ์ ชี้แจง

แจงเจบีซีไทย-เขมรไม่ได้เป็นการขายชาติ

 นายธัชชยุติ ภักดี รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยในการบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการบัวแก้วสัญจรจังหวัดเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม ว่า บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) 3 ฉบับซึ่งจะเข้าที่ประชุมสภาฯ วันนี้ (25 มีนาคม) เพื่อกำหนดกรอบในการเจรจากับกัมพูชา หากรัฐสภาให้ความเห็นชอบก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการขายชาติ ตามที่มีฝ่ายกล่าวอ้าง แต่เพื่อเป็นการกำหนดกติกาขึ้นมา

 ทั้งนี้ เราต้องการที่จะให้มีการเจรจาบนโต๊ะ เอาข้อพิพาทมาเจรจากัน โดยประเด็นสำคัญที่จะนำไปหารือคือ การคัดเลือกบริษัทถ่ายภาพทางอากาศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการตกลงว่าจ้างบริษัทกลางที่ไม่ใช่ของทั้งสองประเทศและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการเดินสำรวจหลักหมุด ซึ่งฝ่ายไทยพร้อมจะดำเนินการตามสนธิสัญญาและอนุสัญญาต่างๆ ตามหลักการ ตอนนี้เราไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงเขตแดน แต่ไปหาหลักปักปันเขตแดนที่มีอยู่แล้วแต่เป็นปัญหาอยู่ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน เพื่อลดความขัดแย้ง และเพื่อประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต