ข่าว

ศาลสั่ง13พธม.ยึดสนามบินจ่าย522ล้าน

ศาลสั่ง13พธม.ยึดสนามบินจ่าย522ล้าน

25 มี.ค. 2554

ศาลแพ่ง พิพากษาสั่ง “13 แกนนำพันธมิตร ฯ” จ่ายเงินกว่า 522 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ชดใช้ ทอท. ฟ้องละเมิด บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ- ดอนเมือง ปี 51 ศาล ชี้ พฤติการณ์ชุมนุมไม่สงบ มีอาวุธ ตั้งเป้าการบิน-พาณิชย์ หยุดชะงัก เสียภาพลักษณ์ประเทศ

(25มี.ค.) ที่ห้องพิจารณา 403 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 6453 /2551 ที่บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็น โจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมศักดิ์ โกศัยสุข

 นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายนรัณยู วงศ์กระจ่าง นายสำราญ รอดเพชร นายศิริชัย ไม้งาม นางมาลีรัตน์ แก้วก่า และนายเทิดภูมิ ใจดี แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำเลยที่ 1 - 13 เรื่องละเมิด ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กรณีที่ร่วมกันนำผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรหลายหมื่นคน ไปบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง

 ตามฟ้องโจทก์ ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 24 พ.ย. - 3 ธ.ค.51 จำเลยทั้ง 13 ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรนำผู้ชุมนุมไปบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง เพื่อประท้วงรัฐบาลและขับไล่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ทำให้การให้บริการต่างๆภายในท่าอากาศยานทั้งสองต้องหยุดลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยทั้ง 13 นำกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากท่าอากาศยานทั้งสอง และทำให้อยู่ในสภาพเดิม และขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

        ขณะที่จำเลยทั้ง 13 ให้การไปในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง จำเลยทั้ง 13 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การชุมนุมของจำเลยทั้ง 13 กับพวกได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย

          ในชั้นพิจารณาโจทก์ นำพยานเข้าสืบ 24 ปาก และอ้างส่งเอกสารรวม 164 ฉบับ วัตถุพยาน 9 อันดับ ส่วนจำเลยทั้ง 13 นำพยานเข้าสืบ 15 ปาก และอ้างส่งเอกสารรวม 28 ฉบับ

          โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมไม่ใช่ศาลปกครอง ที่จำเลยอ้างโจทก์ไม่มีเจตนาฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์กล่าวหาจำเลยทั้ง 13 ร่วมกันกระทำละเมิด โจทก์ใช้สิทธิที่พึงมี ฟ้องศาลได้ จึงเป็นการฟ้องโดยสุจริต

          มีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อว่า จำเลยทั้ง 13 ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าผู้ชุมนุมมาโดยสมัครใจ และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ท่าอากาศยานเป็นสถานที่สาธารณะ และนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เป็นผู้ออกคำสั่งให้หยุดให้บริการสนามบินเอง เห็นว่าฝ่ายโจทก์มีภาพถ่ายและเทปบันทึกภาพการชุมนุมทั้งสองสนามบินเมื่อวันที่ 24 พ.ย. - 3 ธ.ค.51 ซึ่งเป็นภาพแกนนำทั้ง 13 ขึ้นเวทีชุมนุมกล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง และถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ เรียกร้อง และระดมให้ผู้ชุมนุมออกมาให้มากเพื่อกดดันรัฐบาล ทำให้ประชาชนที่เรียกว่ากลุ่มพันธมิตรเข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก แม้เป็นการเข้าชุมนุมโดยสมัครใจแต่เกิดจากการเรียกร้องปราศรัยของพวกจำเลย

 และเมื่อปรากฎว่ากลุ่มพันธมิตรเข้าไปในท่าอากาศยานทั้งสองแห่งของโจทก์ แม้จะเป็นพื้นที่สาธารณะที่จะต้องเข้าไปใช้บริการอย่างหนึ่งอย่างใดเยี่ยงประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการ แต่กลับใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมกดดันรัฐบาล อีกทั้งกลุ่มพันธมิตรชุดแรกที่เข้าไปในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนมากสวมหมวกหรือผ้าปิดบังใบหน้า บางคนถือไม้ บางคนถือท่อนเหล็ก บางคนถือมีดดาบ และบางคนมีหน้าไม้ ส่งเสียงโห่ร้องอื้ออึง มีการปิดกั้นถนนสาธารณะทางเข้าออกของท่าอากาศยายทั้งสองแห่ง ตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่จะผ่านก่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อบุคคลอื่นว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย

         นอกจากนี้ฝ่ายโจทก์ ยังมีพยานและภาพถ่ายเป็นหลักฐานว่า ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ หนึ่งในผู้ชุมนุมได้นำกลุ่มพันธมิตรเข้ายึดหอบังคับการบิน ซึ่งอยู่ในพื้นที่การบินและเป็นเขตหวงห้ามบุคคลภายนอกเข้า อันเป็นการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าประสงค์จะให้การให้บริการการบินและการพาณิชย์หยุดชะงักลง ถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำจำกัดความของอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ที่ระบุว่า หมายถึงการใช้กำลังบุกรุกอากาศยานที่กำลังจะทำการบิน บุกรุกท่าอากาศยานหรือบริเวณที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการบิน ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม นอกจากนั้นยังกำหนดให้โจทก์ต้องยึดถือความปลอดภัยของผู้โดยสาร ลูกเรือ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินและสาธารณชนเป็นอันดับแรก การกระทำของจำเลยทั้ง 13 และกลุ่มพันธมิตร ฯ ทำให้โจทก์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าวได้ จนเป็นเหตุให้จนเป็นเหตุให้นายเสรีรัตน์ ออกคำสั่งหยุดให้บริการสนามบิน เนื่องจากเกรงว่าพนักงานและประชาชนจะไม่ได้รับความปลอดภัย

          การชุมนุมที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ม.63 นั้นศาลแพ่งเห็นว่าหมายถึงการชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตาม ม.63 วรรคหนึ่ง แต่การชุมนุมของพวกจำเลย มิได้เป็นไปตามหลักการดังกล่าว และยังส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประโยชน์สาธารณะ ละเมิดสิทธิและเสรีภาพการประกอบอาชีพและการคมนาคมของประชาชน ซึ่งการชุมนุมจะต้องไม่เป็นปฎิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีตาม ม.28 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งการชุมนุมจะต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความสมดุลกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นและมิใช้สิทธิเด็ดขาดที่พวกจำเลยทั้ง 13 เป็นผู้จัดการชุมนุม หรือผู้เข้าร่วมชุมนุมจะสามารถกระทำการใดๆก็ได้โดยไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือข้อบังคับใดๆทั้งสิ้น คดีนี้การเข้าไปชุมนุมในพื้นที่สนามบินทั้งสองแห่งของจำเลยกับพวกมีวัตถุประสงค์ปิดท่าอากาศยานทั้งสองแห่งให้หยุดให้บริการ เพื่อยกระดับการกดดันรัฐบาลนายสมชาย ให้ปฎิบัติตามข้อเรียกร้อง เป็นผลให้ท่าอากาศยานทั้งสองแห่งไม่สามารถให้บริการได้ ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่ผู้โดยสารทั้งชายไทยและต่างประเทศ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ ส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง จึงเป็นวัตถุประสงค์ให้เกิดความไม่สงบภายในบ้านเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธแล้วยังเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมที่เกินสัดส่วน จำเลยทั้ง 13 จะอ้างความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ม.63 ย่อมมิได้ การกระทำของจำเลยทั้ง 13 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์

 ประเด็นสุดท้ายต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยทั้ง 13 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามมูลค่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับทางกายภาพเช่น ประตู กระจก   เครื่องสุขภัณฑ์ กล้องวงจรปิด เครื่องหมายบอกทางจราจร อุปกรณ์ต่างๆ และค่าเสียหายเชิงพาณิชย์ อาทิ ค่าเสียหายจากการหยุดให้บริการการบิน ค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทาง ค่าเช่าพื้นที่ต่างๆ ดังนั้นเห็นควรให้จำเลยทั้ง 13 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จากการบุกยึดสนามบินดอนเมืองรวม 12 ล้านบาทเศษ และชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิรวมจำนวน 510 ล้านบาทเศษ เมื่อคำนวณวามเสียหายของสนามบินทั้งสองแห่งแล้วเป็นเงิน 522 , 160 , 947.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.51จนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งให้จ่ายค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์เป็นเงิน 80,000 บาทด้วย

 ส่วนที่โจทก์ยื่นฟ้องเกี่ยวกับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากการชุมนุม ซึ่งโจทก์นำสืบว่ายังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและได้รับความเสียหายจำนวนมากจนถึงช่วงปี 2552 แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ไม่ได้บรรยายมาในคำฟ้องและไม่ได้ขอให้จำเลยทั้ง 13 ชดใช้ในคำขอบังคับคดีนี้ ศาลจึงไม่อาจบังคบตามคำขอของโจทก์ได้เพราะถือว่าเกินคำขอของโจทก์ตาม ประมวลวิธีพิจารณาความ แพ่ง ม.412 วรรคแรก

 ผู้สื่อข่าวรายงาน การอ่านคำพิพากษาวันนี้ ทั้งฝ่าย ทอท. และ กลุ่มแกนนำพันธมิตร ฯ ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง แต่มอบอำนาจให้เสมียนทนายความร่วมฟังการพิจารณาแทน