
ภูเขาไฟฟูจิ-เบญจมาศ-ซากุระ
นับเป็นความน่าสลดใจกับการเกิดคลื่นยักษ์ สึนามิ และ แผ่นดินไหว ในญี่ปุ่น แถมถูกซ้ำเติมด้วยการระเบิดของ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ในจังหวัด ฟูกูชิมะ หลายครั้ง เป็นผลให้กัมตภาพรังสีฟุ้งกระจายไปโดยรอบ
ทำให้โลกรับรู้ถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีอำนาจทำลายล้างอย่างน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา สำหรับตัวผมกับ “ญี่ปุ่น” มีความผูกพันกันลึกๆ มายาวนาน อีกทั้งยังได้มีโอกาสเดินทางไป “ญี่ปุ่น” หลายครั้ง ทำให้ผมได้พบ “ของดีมีอยู่” ที่พอจะรับรู้ได้ 3 ประการ อันเป็น “ขวัญกำลังใจ” ของชาวญี่ปุ่น คือ ภูเขาไฟฟูจิ, ดอกเบญจมาศ, และ ดอกซากุระ
ในห้วงเวลาแห่งภัยพิบัติ ภาพที่ประทับใจชาวโลกคือการ “รอคอยอย่างมีสติ” นั่นแสดงถึง “ความอดทนอดกลั้น” ของชาวญี่ปุ่น ที่เหนือชาติอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤติ ผมนึกย้อนกลับไปถึงตอนเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่รัฐ “นิวออร์ลีนส์” ในสหรัฐ หรือแผ่นดินไหวที่กรุง “ปอร์โตแปรงซ์” เมืองหลวงของ “เฮติ” ผู้คนที่อดอยากหิวโหยและไร้ที่พักพิง ต่างพากันตกอยู่ในภาวะสับสน ทำให้สูญเสียความเป็น “มนุษย์” ควบคุม “สติ” แทบไม่ได้ ทั้งที่สหรัฐเป็นประเทศที่เจริญแล้ว และเฮติ ถือเป็นประเทศยากจนด้อยพัฒนา แต่พลเมืองทั้งสองประเทศกลับมีอาการเหมือนกัน คือการสูญเสียความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ดังนั้น ภาพของคน “ญี่ปุ่น” ที่เข้าคิวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยนานกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อรอความช่วยเหลือ รวมทั้งรอซื้อหาเครื่องอุปโภคบริโภคและอาหาร ทำให้ผมนึกถึง “ของดีมีอยู่” ในดินแดน “อาทิตย์อุทัย” ที่หนึ่งในนั้นคือ “ดอกซากุระ” ที่คน “ญี่ปุ่น” ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “ภูเขาไฟฟูจิ” และ “ดอกเบญจมาศ” ผมยอมรับว่าเพิ่งมาเข้าใจอย่างถ่องแท้ในยามที่เกิดวิกฤติในครั้งนี้ว่า ทำไมคน “ญี่ปุ่น” จึงชื่นชอบความงดงามของ “ดอกซากุระ” ยามผลิบานกันนัก จนถึงขนาดมีประเพณีการชม “ดอกซากุระบาน” ซึ่งในอดีตมีแต่ชนชั้นสูงและชนชั้นปกครองรวมทั้งบรรดา “ซามูไร” เท่านั้นที่มีโอกาส เพราะในมุมมองของชาว “ญี่ปุ่น” นั้น “ดอกซากุระ” เป็นเสมือนจิตวิญญาณของการดำเนินชีวิตแบบ “บูชิโด” จึงแข็งแกร่งอดทนและมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อปัญหา ซึ่งจะเป็น “พลวัต” ในการขับเคลื่อนให้สามารถฟื้นตัวจากวิกฤติการณ์ที่เลวร้ายที่สุดและรุนแรงที่สุดในครั้งนี้อย่างรวดเร็ว
ยิ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับ “ดอกซากุระ” ก็ยิ่งเกิดความประทับใจในวิถีชีวิตแบบ “บูชิโด” เพราะชาว “ญี่ปุ่น” เชื่อว่าการมีชีวิตอยู่นั้น จำเป็นต้องยืนยงธำรงอยู่อย่างสง่างาม มีเกียรติและศักดิ์ศรี ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องพรากจากกันก็ไปอย่างไม่โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ (กันจนเกินควร) ทั้งยังสามารถทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างทระนงองอาจ มิหนำซ้ำยังกลับถือว่าเป็น “วัฏจักรของธรรมชาติ” ที่แสนจะ “งามง่าย เรียบง่าย” เปรียบได้ดั่ง “ดอกซากุระ” ซึ่งจะบานอยู่ได้เพียง 5 วัน หลังจากนั้นก็จะร่วงโรยไปในทันทีก่อนช่วงเวลาที่จะเหี่ยวเฉามาถึง (เพื่อมิให้เป็นช่วงเวลาที่น่าเวทนาหรือถูกใครเย้ยหยัน)
เมื่อเป็นเช่นนี้ “ดอกซากุระ” ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของ “จิตวิญญาณ” ชาว “ญี่ปุ่น” ที่สามารถปลดปล่อยตัวเองและก้าวอย่างมุ่งมั่นไปข้างหน้าโดยไม่ยึดติดกับอะไร เมื่อได้ทำหน้าที่ทาง “จริยธรรม” เบ่งบานงดงามจนถึงพร้อมแล้วก็ถึงเวลาอันควรที่จะจากไปโดยไม่โหยหา คล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ “ดอกซากุระ” ร่วงโรยราก่อนเหี่ยวเฉา จึงเปรียบได้กับวิถีชีวิตของนักรบ “บูชิโด” โดยแท้
จะว่าไปแล้วในช่วงวิกฤติชีวิตก็มีความงดงามซุกซ่อนอยู่มิใช่น้อยครับ ตราบใดที่ชาว “ญี่ปุ่น” มี “ของดีมีอยู่” 3 ประการ คือ “ภูเขาไฟฟูจิ” ที่เป็นสัญลักษณ์แทนความหนักแน่นและมั่นคง “ดอกเบญจมาศ” ที่เป็นสัญลักษณ์แทนราชวงศ์อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ และ “ดอกซากุระ” ที่เป็นสัญลักษณ์ของการดำรงชีวิตแบบ “บูชิโด” ถึงพร้อมเช่นนี้ก็ไม่เหลืออะไรที่น่ากลัวจนเกินแก้แล้วครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



