
สงครามตะวันตก-สงครามตะวันออก
ผมอยู่ที่อิหร่านในวันที่สหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศส ส่งฝูงบินไปโจมตีฐานบินและเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของลิเบีย เพื่อช่วยเหลือกลุ่มต้าน ประธานาธิบดีโมอัมมาร์ กัดดาฟี จากการปราบปรามอย่างรุนแรงจากฝ่ายรัฐบาล
การปฏิบัติการทางอากาศดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการกดดัน กัดดาฟี เช่นเดียวกับการประกาศให้น่านฟ้าของลิเบียเป็นเขตห้ามบิน (No Fly Zone) และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ด้วยการไม่ทำการค้ากับลิเบีย เป็นต้น
วันเดียวกันนั้น มีสถานีโทรทัศน์ทางเมืองไทยช่องหนึ่ง โทรศัพท์ไปถามความคิดเห็นของผมในเรื่องนี้ ในฐานะที่ผมเขียนนวนิยายเรื่อง “ชี้ค” จากแรงบันดาลใจในกรณีที่สหรัฐส่งกองเรือไปปิดล้อมลิเบียในสมัยสงครามลัทธิ ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยม แต่ความไม่สะดวกในการติดต่อทำให้ไม่สามารถสื่อสารกันได้ ผมจึงขอสนทนาในคอลัมน์ “วันเว้นวันฯ” แทน ครับ
ประเด็นความแตกต่างของการที่สหรัฐใช้กองเรือปิดล้อมลิเบียในครั้งนั้น กับการปิดน่านฟ้าของลิเบียในครั้งนี้อยู่ที่ในครั้งนั้น สหรัฐอยู่ในฐานะประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ที่มีความพรั่งพร้อมทั้งด้านทหาร เศรษฐกิจ และอิทธิพลต่อประเทศต่างๆ ในค่ายทุนนิยม และมองเห็นว่าลิเบียซึ่งดำเนินนโยบายชาตินิยม ทั้งมีความใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต เป็นอันตรายต่อสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการก่อการร้าย ซึ่งทำให้ กัดดาฟี เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมานาน และสหรัฐก็ถือว่า พ.อ.กัดดาฟี เป็นผู้ร้ายตัวพ่อ ก่อนที่จะมีอิหม่ามโคไมนี ซัดดัม ฮุสเซน และบิน ลาเดน
แม้ว่า กัดดาฟี จะอยู่ในอำนาจมานานกว่าผู้นำคนอื่นๆ ในโลกอาหรับ แต่เหตุการณ์ภายในลิเบียก็ค่อนข้างจะราบรื่น ไม่ปรากฏข่าวคราวความวุ่นวายหรือการต่อต้านออกมาสู่หูตาของโลกภายนอก จนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์ “ปฏิวัติดอกมะลิ” ขึ้นในตูนิเซีย และลุกลามไปยังอียิปต์ รวมทั้งลิเบีย
ในครั้งก่อน กัดดาฟี ถูกสหรัฐกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ แต่ในครั้งนี้กัดดาฟีได้รับการประณามว่าเป็นทรราช และเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชนลิเบีย จนสหรัฐต้องเป็นตัวตั้งตัวตียื่นมือเข้าไปปกป้องสิทธิเสรีภาพมนุษยชนในประเทศนั้น
ในครั้งนี้ ถึงแม้สหรัฐจะไม่ได้ออกโรงฉายเดี่ยว เนื่องจากสถานภาพของตนในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในฐานะของซูเปอร์ เพาเวอร์ หรือ ซูเปอร์ เนชั่น เช่นในอดีต และมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดกับการทำสงครามตามลำพังในเวียดนามมาแล้ว ดังนั้น สหรัฐจึงหันไปใช้วิธีการที่ทำให้เกิดสงครามแบบสามัคคีธรรม คือมีทั้งความร่วมมือร่วมใจจากประเทศเพื่อนมิตร และความชอบธรรมในการที่จะส่งกำลังเข้าไปโจมตีลิเบีย
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่าชาติตะวันตกมีความเจนจัดในการทำสงครามแบบสามัคคีธรรมเพื่อจัดการกับศัตรูของตน ตั้งแต่สมัยสงครามม้าไม้ ที่เหล่านครรัฐกรีกรวมหัวกันเล่นงานทรอยจนย่อยยับ สงครามปักกิ่ง ที่สหรัฐร่วมกับทหารอีก 7 ประเทศ ถล่มจีนจนราบคาบ สงครามโลกทั้งสองครั้ง และล่าสุดก็คือสงครามอิรัก ขณะเดียวกันกับที่การทำสงครามของชาติตะวันออกมักจะเป็นการสู้รบแบบตัวต่อตัว เช่นไทยรบกับพม่า หรือสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ซึ่งนอกจากเป็นการทำสงครามแบบไม่ต้องอาศัยความสามัคคีหรือการร่วมมือร่วมใจจากเพื่อนมิตรแล้ว ก็ยังไม่ต้องหาข้ออ้างในเรื่องความชอบธรรมสักเท่าไหร่
สงครามตะวันตกแบบสามัคคีธรรมที่กำลังเกิดในลิเบียเวลานี้ อาจเกิดขึ้นที่อื่นๆ ในโลก เมื่อใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน เกาหลีเหนือ เวเนซุเอลา หรือพม่า ขอเพียงให้มีแค่ประกายที่พอจะจุดไฟติด ซึ่งย่อมเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าการเกิดสงครามสามัคคีธรรมนั้น เป็นเพราะมโนธรรมอันสูงส่ง หรือผลประโยชน์อันล้ำค่าของสหรัฐ และชาติตะวันตก
และสงครามประเภทนี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไปในอนาคต ตราบเท่าชาติตะวันออกยังคงต่างตนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ขาดความคิดในเรื่องการรวมกลุ่ม และความร่วมมือในการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างจริงจัง และคงยังต้องทำสงครามตามแบบฉบับสงครามตะวันออกตามลำพัง



