ข่าว

การเมืองใหม่จะ“สู้”หรือ“หมอบ”

การเมืองใหม่จะ“สู้”หรือ“หมอบ”

25 มี.ค. 2554

การเมืองไทยโค้งสุดท้าย ขับเคี่ยวกันมันถึงใจ ทุกฝ่ายเปิดไพ่เล่นกันแบบไม่มีกั๊ก โดยเฉพาะขบวนการไม่เอาเลือกตั้งถูกยืนยันด้วยเสียงปราศรัยของ "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" ที่ดังหนักแน่นบนเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อค่ำคืนวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา

 "วันนี้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองพรรคไหนก็ไม่มีวันที่จะทำเพื่อส่วนรวม ทุกอย่างทำเพื่อเงินและอำนาจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในการประชุมแกนนำพันธมิตร เราได้มีมติว่า ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเราจะเชิญชวนประชาชนทุกคนให้โนโหวต

 ...ถ้าคนในพรรคการเมืองใหม่คิดว่าจะอยู่ได้โดยไม่มีพันธมิตร ก็ให้มันรู้ไป และผมก็บอกพี่สมศักดิ์กับสุริยะใสไปว่า ถ้าพรรคมีมติลงเลือกตั้ง ก็ขอให้พี่สมศักดิ์และสุริยะใสตัดสินใจว่าจะอยู่กับพรรคหรืออยู่กับพันธมิตร ถ้าจะอยู่กับพันธมิตรก็ขอให้ลาออกจากพรรคการเมืองใหม่มา พวกเราแกนนำทุกคนจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง...เราพูดมากี่ครั้งแล้วว่า พรรคการเมืองใหม่ก็คือเครื่องมือของพันธมิตร พรรคการเมืองใหม่จะใหญ่กว่าพันธมิตรได้ไง"

 ประกาศิตของประมุขบ้านพระอาทิตย์ ราวกับสายฟ้าฟาดเข้าไปกลาง “พรรคการเมืองใหม่" ที่เดินหน้าปลุกปั้นพรรค ระดมสมาชิก ควานหาผู้สมัครลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเต็มกำลัง ถึงกับเคยประกาศว่าจะส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัด มีการเดินสายเผยแพร่อุดมการณ์พรรคอย่างคึกคัก

 ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศของ “สนธิ” ก็มีคนได้ยินสุ้มเสียงคล้ายๆ “สุริยะใส กตะศิลา" เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ บ่นดังๆ ทำนองว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อยากจะวางมือทางการเมือง”

 ถ้าแกะรอยความคิดของ “สนธิ” จะเห็นว่าเป็นคนละ "คอนเซ็ปต์" จากเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 ที่เคยประกาศกลางสายฝนที่สนามกีฬา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่า จะต้องสนับสนุนพรรคให้เป็นเครื่องมือที่จะผลักดันให้ "การเมืองใหม่" ตามแบบฉบับพันธมิตรเป็นจริง

 มาวันนี้ต้องการ “จุดหักเห" ที่ไม่ใช่ “เลือกตั้ง" แต่มาจาก “ทหาร” บวกพลังกับ “ประชาชน" แล้วจัดการ "ปิดเทอมประเทศ" เว้นวรรคการเมือง โดยจัดตั้ง “รัฐบาลคนดี" ในนาม “รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้นมาชำระสะสางบ้านเมือง

 ข้อมูลเหล่านี้ถูกล่วงรู้ถึงหูบิ๊กในรัฐบาล เป็นเหตุผลสำคัญที่ง้างปากให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต้องประกาศวันยุบสภาที่ชัดเจน เพื่อตัดตอนไม่ให้ขบวนการนี้แตกตัวและเติบโตไปมากกว่านี้

 สัญญาณเหล่านี้ของ "สนธิ" ถูกส่งไปยังมวลชนโดยผ่านทั้งเวทีมัฆวานรังสรรค์ และพรรคการเมืองใหม่ เวทีชุมนุมมี “ประพันธ์ คูณมี" ขานรับไม่มีข้อแม้ เพราะนายเก่าอย่าง “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ” ก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่สำหรับพรรคการเมืองใหม่ นอกจากจะไม่มีสัญญาณตอบรับแล้ว ยังมีอาการ “อารยะขัดขืน" ด้วยการระดมตัวแทนสาขาพรรคทั่วประเทศลงมติเอกฉันท์ว่า "ต้องการการเลือกตั้ง"

 ถือว่าสวนประกาศิตประมุขบ้านพระอาทิตย์เข้าอย่างจัง!

 ที่ผ่านมา “พรรคการเมืองใหม่" ตกอยู่ในสภาพไร้อิสรภาพอย่างรุนแรง เพราะก่อนหน้าที่จะถูก “สนธิ” สกัดดาวรุ่งบนเวทีปราศรัยแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยถูก “หัก" ด้วยคำสั่งให้ถอด “พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ" พ้นจากการสมัครเลือกตั้งเขต 6 กทม. ทั้งที่พรรคการเมืองใหม่มีมติชัดเจน ชูมือถ่ายรูปกันหราต่อสาธารณชน

 ในช่วงที่พรรคการเมืองนี้ถือกำเนิดขึ้น มีข้อตกลงว่า ทิศทางของพรรคต้องเดินตามมติของมวลชนพันธมิตร เกิดคำถามมากมายว่า ในทางปฏิบัติแล้วจะทำได้หรือไม่ แกนนำพรรคต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าทำได้ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเมืองด้วยซ้ำ

 คำถามสำคัญคือว่า “พรรคการเมืองใหม่" มีความเป็นอิสระแค่ไหน หรือจะอยู่ภายใต้การชี้นำของ “สนธิ ลิ้มทองกุล" อยู่ตลอดไป

 แกนนำพรรคคนหนึ่งยอมรับว่า “ขณะนี้อยู่ในช่วงที่ความแตกแยกสูงมาก แต่ทั้งพันธมิตรและพรรคการเมืองใหม่จะต้องเยียวยาให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จบทั้งคู่”

 ก้าวย่างหลังจากนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถ้า “พันธมิตร” ประกาศโนโหวต หรือไม่เลือกพรรคใดทั้งสิ้น ตามบัญชาของ “สนธิ” แต่พรรคการเมืองใหม่ยังคงเดินหน้าส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง จะเกิดอะไรขึ้น

 หนทางที่ 1 “หมอบ” พรรคการเมืองใหม่ต้องยุบตัวเองลง แล้วพาไพร่พลเข้าสู่เวทีมัฆวานฯ ร่วมรณรงค์โนโหวตกับมวลชนพันธมิตร

 หรือหนทางที่ 2 “ปลดแอก” ประกาศ “อิสรภาพ" จากเวทีพันธมิตร มุ่งหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว “ชิงมวลชน” ที่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง และพันธมิตรวงนอกที่ไม่เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้ให้เข้าสู่คูหา ฉีกตัวจาก “ม็อบ" โดยสิ้นเชิง เหมือน “ยักษ์" ที่ถูกปลดปล่อยจากตะเกียง แล้ว “พยศ” ต่อเจ้าของเดิม

 หนทางทั้งสอง เหมือนทางสองแพร่ง “วัดใจ” คณะแกนนำพรรคการเมืองใหม่อย่างยิ่ง

 ถ้าไม่ “วางมือ" ก็ “สู้จนตาย" ไม่มีทางสายกลางให้เดินอีกต่อไป

เสถียร วิริยะพรรรพงศา สำนักข่าวเนชั่น