
เลือดใหม่
เมื่อวันก่อนได้คุยกับพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งทำงานสื่อสารมวลชนอยู่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ สะท้อนแง่มุมข้อเท็จจริงในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เห็นว่าน่าสนใจเลยนำมาเล่าสู่กันฟัง
เรื่องมีอยู่ว่าตอนนี้กลุ่มก่อความไม่สงบส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ล้วนแต่เป็นเยาวชนของชาติแทบทั้งสิ้น เป็นเลือดใหม่ที่มาทดแทนคนรุ่นเก่าๆ ที่ระยะหลังบ้างถูกจับ บ้างก็เสียชีวิต หรือบ้างก็กลับใจหันมาให้ความร่วมมือกับภาครัฐ
บรรดากลุ่มแกนนำจะใช้วิธีเข้าไปชักชวน โน้มน้าวให้เยาวชนเหล่านี้เห็นดีเห็นงามกับแนวคิดแยกตัวเป็นรัฐอิสลาม โดยยกเอาความไม่เท่าเทียมในสังคม การเป็นบุคคลชั้นสอง ตลอดจนนโยบายที่มุ่งเน้นพัฒนาคนในชาติโดยปราศจากการเหลียวแลคนกลุ่มนี้
แม้จะจริงบ้างเท็จบ้าง แต่การแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ การเป็นพวกพ้อง ที่พร้อมจะรับฟังปัญหา และขจัดปัดเป่าทุกข์ของพวกเขาก็ทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้คล้อยตาม
แนวทางการแก้ไขปัญหาคือการให้การศึกษา และรัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็พยายามเดินตามหนทางนี้ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือ เด็กเหล่านี้มีเวลาเรียนอยู่ในโรงเรียนรัฐแค่ 6-8 ชั่วโมง
เวลาหลังจากนั้นไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเข้าไปติดตาม ตรวจสอบ หรือสานต่อจากการศึกษาภาคบังคับในชั่วโมงเรียน
จุดนี้เองที่กลายเป็นช่องว่าง กลุ่มแกนนำก่อความไม่สงบก็รู้จุดอ่อนของภาครัฐ ใช้เวลาหลังเลิกเรียนนี้แหละ ชักจูงโน้มน้าว
เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ก็ต่อเมื่อวันหนึ่งเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มแนวร่วม ฝ่ายตรงข้ามเกิดการสูญเสีย ตรวจแล้วก็พบว่าเป็นเยาวชนมีบ้านอยู่ใกล้ๆ จุดปะทะนั่นเอง
ยามปกติก็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป แต่วันดีคืนดีก็ลากปืนมายิงเจ้าหน้าที่บ้าง ชาวบ้านที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบ้าง ยิงเสร็จก็กลับไปนอนพักที่บ้านตามลำพัง
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีเยาวชนอีกกี่คนกันที่เป็นเหมือนกับเด็กหนุ่มข้างต้น
การข่าวของเจ้าหน้าที่เองก็รับรู้ในข้อเท็จจริงนี้ แต่การที่ผู้นำระดับสูงออกมาพูดปาวๆ ว่า การแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้มาถูกทาง ผมว่าลองยอมรับความจริงและคิดหาทางแก้ไขใหม่ ไม่ดีกว่าหลอกตัวเองอยู่เช่นนี้หรือ
อย่างน้อยบรรดาเลือดใหม่ก็ได้ชื่อว่าคนไทยด้วยกันทั้งนั้น อย่าให้เกิดการล้มตาย เพียงเพราะรัฐเองก็เข้าใจอะไรผิดๆ เหมือนกับเลือดใหม่เหล่านี้ !?!
อนลัส 250311
[email protected]



