ข่าว

นักวิชาการชี้คนไทยเข้าไม่ถึงความยุติธรรม

นักวิชาการชี้คนไทยเข้าไม่ถึงความยุติธรรม

24 มี.ค. 2554

ครบรอบ 119 ปี ก.ยุติธรรม นักวิชาการรุมสับคนไทยเข้าไม่ถึงความยุติธรรมทางอาญา ขาดประสิทธิภาพ เหลื่อมล้ำ และล้าหลัง ด้านพีระพันธุ์โวความยุติธรรมเข้าถึงประชาชน รัฐเตรียมจ่าย 36 ล้านช่วยเหลือชาวนาถูกโกง

ที่โรงแรมรามาการ์เดนท์ วันที่ 24 มี.ค. เนื่องในโอกาสวันสถาปนากระทรวงยุติธรรม ครบรอบ 119 ปี  กระทรวงยุติธรรมจัดงานสัมมนาทางวิชาการ เรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้ในมุมมองนักวิชาการ โดย นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยใช้ทรัพยากรและบุคลากรสร้างความยุติธรรมทางอาญามากกว่าประเทศอื่น เปรียบเทียบจากตัวเลขพบว่าประชากรแสนคนจะมีบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม 400 คน หรือคิดเป็น 0.4 % เรามีคดีขึ้นสู่ศาลเฉลี่ย 13,000 คดีต่อปี   แม้ศาลจะนำระบบการพิจารณาคดีต่อเนื่องมาใช้ก็ยังทำไม่ทัน ขณะที่กรมราชทัณฑ์มีนักโทษล้นคุกกว่า 70% เราทุ่มทรัพยากรให้กับกระบวนการยุติธรรมเป็นจำนวนมาก แต่คนไทยยังเข้าไม่ถึงความยุติธรรม และเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ขาดประสิทธิภาพ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ คดีที่คนจนทำผิดพิพากษาเร็ว ขณะที่คดีของคนรวยจะพิจารณาช้า โดยสาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดที่ผลักต้นทุนการดำเนินคดีอาญาไปให้รัฐ เช่น คดีเช็คเด้งที่ตำรวจ อัยการ และศาลกลายเป็นพนักงานทวงหนี้แทนเจ้าทุกข์ แต่ประเทศอื่นแก้ปัญหาโดยให้นักธุรกิจฟ้องกันเอง หรือให้ธนาคารระงับการใช้เช็คกับผู้ที่จ่ายเช็คเด้งนาน 5 ปี

 นายสมชาย หอมลออ เลขานุการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวว่า การที่คนในสังคมพูดถึงกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐานหรือหลายมาตรฐาน สะท้อนถึงปัญหาความยุติธรรมในสังคมไทย นักกฎหมายไทยถูกสอนว่าความยุติธรรมทางกฎหมายกับความยุติธรรมทางสังคมไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจได้ว่าเหตุใดกฎหมายจึงไม่นำมาซึ่งความยุติธรรม เสมอภาค หรือความกินดีอยู่ดี   แต่ประชาชนยังต้องยอมรับในกฎหมายที่บางครั้งเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งตนมองว่าความยุติธรรมทางกฎหมายของไทยช้าและล้าหลังที่สุด เราเป็นประเทศที่ยอมให้ศาลตั้งทนายอาสาให้จำเลย ซึ่งทนายอาสาส่วนใหญ่ด้อยประสบการณ์และเข้ามาหาประสบการณ์และความชำนาญจากสิทธิเสรีภาพของจำเลย จึงไม่แปลกใจที่ในเรือนจำมีแต่คนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม

 นายสมชาย กล่าวต่อว่า ถ้าความยุติธรรมมีอยู่จริงศาลคงไม่ยอมรับการปฏิวัติยึดอำนาจและกฎหมายที่ออกโดยคณะปฏิวัติ เพราะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดอย่างรุนแรง ตนมองว่ากฎหมายครอบคลุมอยู่ในสองมิติ หนึ่งกฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิส่วนบุคคล เช่น ส่งเสริมการศึกษา ด้านสุขภาพอนามัยและการส่งเสริมเรื่องการทำมาหากิน และสองคือกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจับกุมผู้ที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นมาดำเนินคดี ทั้งนี้หัวใจสำคัญของกฎหมายทั้งสองด้านคือจะต้องเป็นกฎหมายที่ออกโดยชอบและเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น

 นายนวรัตน์   กลิ่นรัตน์   ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า ในอดีตเคยมีคำพิพากษาไม่ยอมรับอำนาจจากการปฏิวัติแต่ต้องยอมรับว่าอำนาจโดยใช้กำลังเหนือกว่าอำนาจโดยกฎหมายแม้ไม่มีคำพิพากษารับรองการปฏิวัติ แต่ที่ผ่านมาเป็นการรับรองโดยปริยายเพราะถึงไม่ยอมรับแต่ก็ต้องยอมรับ

 นายพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บรรยายพิเศษ เรื่อง “ กระทรวงยุติธรรมกับการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน ว่า ขอให้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์การทำงานกระทรวงยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเปลี่ยนแนวคิด จากเดิม เมื่อมีปัญหาต้องการความยุติธรรม ประชาชนจะนึกถึงตำรวจ แต่กระทรวงยุติธรรมในบทบาทใหม่ จะต้องให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และต้องให้ประชาชนนึกถึง มีส่วนร่วมและเข้าหากระทรวงยุติธรรมให้ดูแลแก้ปัญหาให้ กระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสังคมอื่นตามมา โดยยุคที่ตนเป็นรมว.ยุติธรรมเป็นยุคที่พยายามให้เกิดความเปลี่ยนแปลง จากเดิมประชาชนต้องเดินเข้าหาความยุติธรรม ก็เปลี่ยนเป็นยุติธรรมเคลื่อนที่ออกไปหาประชาชน ล่าสุดกองทุนยุติธรรม ได้รวบรวมและเตรียมช่วยเหลือชาวนาจำนวน 871 รายจากหลายจังหวัด ที่ถูกท่าข้าวโกงค่าข้าว และได้กู้เงินมาต่อสู้คดีอย่างยาวนานจนมีบางรายตัดสินใจฆ่าตัวตายหนีปัญหา โดยนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้ใช้งบกลาง จำนวน 36 ล้านบาท เข้าไปช่วยเหลือชาวนาทั้งหมดในการต่อสู้คดี