ข่าว

"ลูกหนังภูธร"ท้าพิสูจน์บารมี-วัดใจมวลชน

"ลูกหนังภูธร"ท้าพิสูจน์บารมี-วัดใจมวลชน

24 มี.ค. 2554

"กีฬา" แต่ละประเภทต่างมีเสน่ห์ไม่เป็นสองรองใคร ยิ่งพระเอกของวงการกีฬาไทยอย่าง"ฟุตบอล" เหมือนเป็นดั่งแม่เหล็กดึงคอกีฬาทั่วบ้านทั่วเมืองเข้ามาเป็นแฟนคลับกันอย่างถล่มทลาย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมตอนนี้หัวเมืองใหญ่หลายจังหวัด

 เกิดกระแสฟีเวอร์ตั้งสโมสรฟุตบอลกันอย่างคึกคัก ลำพังว่ากันว่า ผู้ที่จะมาอยู่เบื้องหลังมีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้งกึ๋น ผนวกกับบารมีเข้ามาเสริมทัพ ถึงจะแจ้งเกิดในวงการลูกหนังภูธรได้อย่างเต็มตัว ก่อนจะตะกายไปสู่ฝันในระดับประเทศกันต่อไป

 ในสายตาของผม "สโมสรฟุตบอล" เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางการพัฒนากีฬาฟุตบอลรอบด้านให้ก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่อีกแง่หนึ่งก็เป็นธุรกิจที่ต้องมีการลงทุน และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดี ยิ่งคนจะเข้ามาบริหารจัดการนั้น คุณสมบัติที่ไม่เพียงแต่มีลูกเล่นแล้ว ต้องมีลูกชนด้วย แถมต้องพกบารมี หมายถึงว่ามีพรรคมีพวกคอยสนับสนุนทุกวงการ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สโมสรเชียงใหม่เอฟซีใช้เวลาแค่ 1 ปีขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้อย่างสมใจ นับเป็นการเปิดใจจากพ่อเลี้ยงคนดังของเชียงใหม่ อย่าง"อุดรพันธ์ จันทร์วิโรจน์" ประธานสโมสรเชียงใหม่เอฟซี

 "ผมเคยเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็นอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ 2 สมัย เคยลงสมัครสนามสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งยังอยู่ในสายงานเกี่ยวข้องกับมวลชนมาโดยตลอด แต่ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จทางการเมืองเท่าใดนัก แต่พอมาหันจับงานกีฬาสวมหมวกนายกสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นจังหวะดีที่มีโอกาสเข้ามาพลิกฟื้นวงการลูกหนังของจังหวัดเชียงใหม่ที่ซบเซามานานให้กับมาครึกครื้นอีกครั้ง"

 วาระสำคัญของสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ คือ ต้องส่งทีมฟุตบอลเข้าแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ในปี 2553 นับเป็นการบ้านที่ท้าทายความสามารถไม่น้อย จึงได้ตั้งสโมสรเชียงใหม่เอฟซีขึ้นมา ฉายา"พยัคฆ์ล้านนา"  เมื่อเดือนตุลาคม 2552 ก่อนขอมติจากคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ส่งทีมเข้าแข่งขันจนคว้าแชมป์ลีก ดิวิชั่น 2 โซนภาคเหนือมาครอง ภายใต้การใช้งบประมาณมากกว่า 16 ล้านบาท และบริหารในรูปแบบบริษัทที่เป็นสโมสรของคนเชียงใหม่โดยแท้จริง ด้วยการเปิดโอกาสให้เข้ามามีโอกาสถือหุ้นด้วย 

 "อุดรพันธ์" บอกว่า ไม่ผิดหวังที่ก่อตั้งสโมสรเชียงใหม่เอฟซีขึ้นมา แม้ว่าไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง แต่กัลยาณมิตรที่ดีเข้ามาสนับสนุนไม่ขาดสาย ในรูปแบบของสปอนเซอร์และคนรักกีฬา และด้วยที่คลุกคลีกับมวลชนมาหลายวงการ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ากระแสการคลั่งไคล้ฟุตบอลในจังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เหมือนกับว่ากระแสงแรงขึ้นโดยธรรมชาติ ที่จู่ๆ วันหนึ่งหัวเมืองใหญ่ของเราโดดเด่นทางด้านท่องเที่ยวมาตลอด แต่เมื่อวันหนึ่งเริ่มประสบผลสำเร็จด้านกีฬาฟุตบอลขึ้นมา แฟนคลับที่เคยอยู่ในมุมมืดออกมาโชว์ตัวกันชนิดไม่ต้องเรียกกันเลย 

 สโมสรของเราอยู่รอดมาได้ ไม่ใช่แค่ตัวนักฬา โค้ท หรือผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่มาจากความตื่นตัวของประชาชนชาวเชียงใหม่ด้วย ดูได้จากปีแรกมีการซื้อหุ้นคิดเป็นเงินกว่า 4 ล้านบาท ถือว่าไม่ขี้เหร่สำหรับวงการลูกหนังในต่างจังหวัด และก่อนเปิดฤดูกาลได้เปิดรับสมาชิกรายละ 1,200 บาท มีแฟนคลับสนใจเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกกว่า 2,000 ราย ทำเงินได้ถึง 2.4 ล้านบาท กระทั่งปัจจุบันนี้มีสมาชิกว่า 36,000 คน แสดงให้เห็นว่าพลังของชาวเชียงใหม่ในด้านของการกีฬาไม่ได้ด้อยไปกว่าจังหวัดอื่นๆ

 ตลอดฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ปี 2553 ของสโมสรเชียงใหม่เอฟซีทุกนัดมีสีสันตลอด ไม่ว่างเว้นทั้งนัดเหย้าและนัดเยือน แฟนคลับล้นหลามสนาม โดยเฉพาะนัดการแข่งขันระหว่างบุรีรัมย์เอฟซี กับเชียงใหม่เอฟซี ที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700ปี ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ก็ว่าได้ มีประชาชน กองเชียร์เข้ามาชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ซึ่งเชื่อว่าเป็นความประทับใจที่ใครก็ตามได้เข้าชมในนัดนั้นจำได้ไม่ลืม เพราะวันนั้นสีสันของการเล่น กองเชียร์ และอารมณ์ของคนดูมันสมบูรณ์แบบหมดเลย

 สำหรับการบริหารจัดการสโมสรเชียงใหม่เอฟซีนั้น "อุดรพันธ์" ยอมรับว่าใช้รูปแบบบริษัท เพราะทุกอย่างต้องโปร่งใส มีรายได้ และรายจ่ายชัดเจนไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่รอด ทุกเดือนจะมีค่าใช้จ่ายประจำตายตัว ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนนักกีฬา,ค่าเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา,ค่าสนามซ้อม, ค่าที่พัก และค่าอาหาร ส่วนกฎระเบียบในการดูแลนักกีฬาก็เคร่งครัด เพื่อสร้างความมีวินัย จะมีการแสกนนิ้วมือช่วงเช้า กลางวัน และเย็น ใครขาดการซ้อมก็ไม่ได้เบี้ยเลี้ยงและหักเงินเดือน ทำให้นักกีฬาทุกคนแข็งแกร่งทั้งกำลังกาย และกำลังใจ

 ปัญหาสำคัญของการพัฒนาสโมสรเชียงใหม่เอฟซี คือ การถูกโดดเดี่ยวจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชนิดเรียกว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณมาให้ ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียเปรียบในเชิงธุรกิจ เมื่อเราไปเปรียบเทียบกับสโมสรอื่นๆ ที่มีงบประมาณก้อนโตคอยหนุนหลัง แถมพ่วงด้วยสปอนเซอร์อีกหลายราย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้การพัฒนาของเราหยุดชะงัก เพราะยังมีช่องทางในการหาเงินได้หลากหลาย เช่น การเพิ่มสปอนเซอร์, การขายตั๋ว, การขายสมาชิก และการขายสินค้า แบรนด์เชียงใหม่เอฟซีฯลฯ  

 สำหรับดิวิชั่น 1 ต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายสูงตามลำดับ แต่เป้าหมายของสโมสรเชียงใหม่เอฟซี คือ ติด 1ใน 3 แต่หากโชคดีมีการปรับพรีเมียร์ลีกเป็น 20 ทีมจาก 18 ทีมให้เหมือนต่างประเทศ ก็ไม่กดดันจนเกินไป ดังนั้น ฤดูกาลนี้จึงจัดสรรงบประมาณไว้ที่ 41 ล้านบาท ส่วนใหญ่เม็ดเงินเหล่านี้จะมาจากสปอนเซอร์หลัก, การสมัครสมาชิกคาดว่าจะทะลุ 50,000 รายเพิ่่มจากเดิม 14,000 ราย และการเก็บค่าผ่านประตูประมาณ 10 ล้านบาท ไม่เพียงเท่านี้ยังฟอร์มทีมใหม่ดึงนักกีฬาจากต่างประเทศเข้ามาเสริม และมีเรเน่ เดอซาเยียร์ กุนซือชาวเบลเยียมเข้ามาดูแลทีมให้แข็งแกร่งขึ้น

 การทำสโมสรฟุตบอล ต้องใช้จำนวนวงเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่องเมื่อก้าวขึ้นสู่ในแต่ละระดับ จะเห็นว่าในวงการลูกหนังการซื้อตัวนักกีฬาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้อยาก แต่สโมสรเชียงใหม่เอฟซีไม่มีนโยบายซื้อตัวนักกีฬาแพง เพราะเชื่อว่าการใช้หลักการผสมผสานจุดอ่อนไม่ให้รั่วไหลน่าจะยังใช้ได้ดี ซึ่งเม็ดเงินที่ได้มานั้น ถือว่ามีคุณค่าที่เข้ามาสนับสนุนให้การบริหารจัดการทีมสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งหากว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ในพรีเมียร์ลีกอาจต้องใช้เงินทุนถึง 100 ล้านบาท
 
 "อุดรพันธ์"ค่อนข้างมั่นใจว่า เมื่อขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก เป้าหมายแบบหยั่งยืนคือการพัฒนาสโมสรเชียงใหม่เอฟซีให้แข็งแรงขึ้น โดยมีโครงการสร้าง "อคาเดมี"  หรือสถาบันสอนฟุตบอลในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรองรับเด็กๆ ชาวเชียงใหม่ และใกล้เคียงอายุตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไป มาเรียนฟุตบอลตามหลักมาตรฐานสากล คาดว่าจะใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ติดกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ตพลาซ่าเชียงใหม่เป็นสถานที่ดำเนินการ และจะทำสนามฟุตบอลให้เสร็จภายใน 5 เดือนข้างหน้านี้ 

 ในการทำสโมสรฟุตบอลครั้งแรก ถ้าเงินทุนลงไม่ถึง 10 ล้านบาท ผมว่าไม่ต้องทำเสียเงินเปล่า และเห็นตัวอย่างมาหลายรายต่างพากันเจ็บตัวแถมไม่ได้ทุนคืน "อุดรพันธ์" บอกถึง แนวทางในการทำธุรกิจ แต่ในแง่ของการเมืองแล้ว มุมมองของอดีตนักการเมืองเก่าอย่างเขา ยอมรับว่าเหมือนเป็นการสะสมฐานเสียงไปในตัวนั่นเอง ขณะที่ในด้านของการกีฬา ไม่ใช่แค่สร้างชื่อเสียง แต่ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นหลายด้าน เพราะฉะนั้น กว่าที่ใครจะมายืนครึ่งทางแบบนี้ได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา

 ถึงอย่างไร ใครบอกว่าการเมืองไม่ควรเกี่ยวข้องกับการกีฬา ผมกลับมองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเกือบทุกสโมสรมีทั้งนักการเมือง และอดีตนักการเมืองเข้าไปร่วมด้วยทั้งนั้น เพราะเป็นงานมวลชนที่ทำได้แล้วมีแต่ได้กับได้ ทุกวันนี้ผมไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่เวลาเดินไปไหนมีคนเรียกว่า "พ่อเลี้ยงอี๊ด" เหมือนเดิม บางทีสนามการเมืองท้องถิ่นสมัยหน้า ผมอาจหวนกลับวงการเมืองท้องถิ่นอีกครั้งก็ได้ใครจะไปรู้ได้ เพราะเชื่อว่า "กีฬา การเมือง ธุรกิจ" เป็นของคู่กัน และหากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่า งานนี้คือการวัดใจมวลชน"พยัคฆ์ล้านนา"จะมีมนต์ขลังหรือไม่

สกาวรัตน์ ศิริมา