
เปิดโลกกว้าง - นับถอยหลังเลือกตั้งอินเดีย-ประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลก
อีกไม่กี่วันข้างหน้า โลกจะได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานกิจกรรมประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่สุดบนโลก เมื่ออินเดีย ประเทศเศรษฐกิจใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชียใต้ จะเริ่มจัดการเลือกตั้งทั่วไปเป็นเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนนี้เป็นต้นไป โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป
เนื่องจากมนุษยชาติเกือบ 1 ใน 6 จะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งรัฐบาลใหม่ในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจครั้งหนักหนาสาหัสที่สุด ตลอดจนความท้าทายเรื่องความมั่นคงประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
การเลือกตั้งที่แบ่งออกเป็น 5 ช่วงจะเต็มไปด้วยสีสันและความร้อนแรงที่หาไม่ได้ที่อื่นใดในโลก เพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 714 ล้านคน ใน 35 รัฐ และดินแดนใต้อาณัติอินเดีย จะออกไปใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนราษฎร 543 คน ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีทั้งศาสนาใหญ่ 6 ศาสนา และภาษาต่างๆ อีกมากมายแบ่งออกไปตามภูมิภาค
พรรคการเมืองใหญ่ระดับประเทศ 7 พรรค และพรรคเล็กระดับรัฐอีก 39 พรรค เข้าร่วมชิงชัยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 15 โดยมี รัฐอุตตรประเทศ รัฐมหาราษฏระ รัฐอานธรประเทศ รัฐเบงกอลตะวันตก รัฐพิหาร และรัฐทมิฬนาฑู เป็นรัฐสำคัญ เพราะมีเก้าอี้รวมกันถึงร้อยละ 53 ของเก้าอี้ทั้งสภา
ด้วยความยิ่งใหญ่ของการเลือกตั้งนี้ รัฐบาลได้จัดเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกว่า 6 ล้านคน ไว้คอยดูแลการเลือกตั้งผ่านการใช้สิทธิ์กับเครื่องใช้สิทธิ์อิเล็กทรอนิกส์ที่คูหาเลือกตั้งกว่า 828,000 แห่ง ที่จะเวียนจัดเลือกตั้งไปจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคม
แม้จะมีการเตรียมการอย่างมาก แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับการมองว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งหินที่สุดของประเทศจากการที่ประชาชนเสียงแตก และอาจไม่มีพรรคใดได้รับเสียงข้างมาก
หากเป็นเช่นนี้ก็อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นหลายวัน
แต่กระนั้นการขับเคี่ยวหลักก็ยังคงเป็นของพรรคชั้นนำอย่าง พันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาล (ยูพีเอ) ที่นำโดย พรรคอินเดียน เนชั่นแนล คองเกรส (ไอเอ็นซี) พรรคสายกลางที่นำโดย โซเนีย คานธี ภริยาม่ายของ ราจีฟ คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ และ มันโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ขณะที่ฝ่ายค้านก็นำโดย พันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นดีเอ) ที่นำโดย พรรคภารติยะ จานาตะ (บีเจพี) พรรคชาตินิยมฮินดู
แม้ มันโมฮัน ซิงห์ นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งได้รับเครดิตจากการพัฒนาเศรษฐกิจอินเดียตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 2533 เป็นตัวเลือกหลักของ ยูพีเอ ที่จะให้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกครั้ง แต่ผู้นำมาดนิ่มพูดน้อยวัย 76 ปี มักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำที่อ่อนแอ และถูกชักใยเบื้องหลังโดยหัวหน้าพรรคตัวจริงอย่าง โซเนีย คานธี
ส่วนผู้ท้าชิงจากเอ็นดีเอ อย่าง ลัล กฤษณา อัดวานี อดีตรองนายกรัฐมนตรีวัย 81 ปี ผู้เป็นที่รู้จักในการแบ่งแยกผู้นำท้องถิ่น และเป็นผู้นำการรณรงค์สร้างวัดฮินดูขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นมัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองอโยธยา ซึ่งถูกทำลายลงจนนำไปสู่การจลาจลนองเลือดเมื่อปี 2535 โดยอัดวานีชูสโลแกนแสนไฉไลว่า "ผู้นำเข้มแข็ง รัฐบาลเด็ดขาด"
ถึงจะแข่งขันเรื่องความเข้มแข็งหรืออ่อนแอของผู้นำ แต่สิ่งที่ครอบงำการเลือกตั้งครั้งนี้เห็นจะหนีไม่พ้นความปั่นป่วนของเศรษฐกิจที่ทำให้คนตกงานหลายล้านคน หลังจากที่ประเทศนี้มีตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจติดต่อกันตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยปีละ 8.75 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งประเด็นเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงภายในที่เต็มไปด้วยอันตราย หลังจากที่เกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นหลายครั้งเมื่อปีที่แล้ว รวมทั้งเหตุยุทธการปิดล้อมนครมุมไบเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 170 คน
ในปี 2547 เอ็นดีเอพ่ายแพ้การเลือกตั้งเพราะสโลแกน "อินเดียรุ่งโรจน์" ที่พุ่งเป้าไปยังอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ไม่ฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และทำให้เกิดการเสียประโยชน์ต่างๆ นานา จากการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคคองเกรสก็หวังว่าจะกลับมากุมอำนาจอีกครั้งจากการใช้นโยบายเอาใจคนจน และประกาศโครงการสร้างงานในชนบท ตลอดจนโครงการบรรเทาหนี้ให้แก่ชาวนายากจนอีก 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ท่ามกลางเศรษฐกิจอันอึมครึม พรรคบีเจพีได้ประกาศงบช่วยเหลือคนยากจนขึ้นหลายโครงการ และอ้างว่าจะนำกฎหมายความมั่นคงที่เข้มงวดมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการรับมือการก่อการร้ายที่หละหลวมของรัฐบาล ตลอดจนจุดประเด็นเชื้อชาติฮินดูขึ้นมาอีกครั้งด้วยการอ้างกรรมสิทธิ์และประกาศว่าจะสร้างวัดอโยธยาที่เคยเป็นปัญหาขึ้นอีกครั้ง พร้อมส่งสัญญาณว่าจะยกเลิกนโยบาย "พะเน้าพะนอ" ชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ การถดถอยของพรรคระดับประเทศนั้นกำลังถูกท้าทายโดยพันธมิตรท้องถิ่นในภูมิภาค และความมั่นใจเรื่องการที่พรรคใหญ่และพรรคเล็กเหล่านี้ต้องพึ่งพากันและกัน ขาดกันไม่ได้ และหากทั้งพรรคคองเกรสและพรรคบีเจพีไม่สามารถได้เสียงข้างมากได้ พันธมิตรคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพรรคเล็กๆ ระดับภูมิภาค หรือที่รู้จักกันในนาม "แนวร่วมที่ 3" อาจเป็นตาอยู่คว้าโอกาสตั้งรัฐบาลขึ้นมา
หากออกมาในรูปนี้ ทุกฝ่ายคงได้เห็นการก้าวขึ้นมาของกลุ่ม มายาวาตี ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนนอกวรรณะ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "จัณฑาล" ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และอาจจะทำให้เห็นนโยบายกีดกันทางการค้า เพราะพรรคคอมมิวนิสต์คัดค้านการปฏิรูป
แม้ชาวอินเดียจะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเสี่ยงที่จะถูกก่อการร้าย ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กระนั้นการเลือกตั้งก็เป็นศรัทธาที่ชาวอินเดียมีในประชาธิปไตย พวกเขาจะเป็นผู้ทดสอบระบบการเมืองอินเดีย และช่วยกันตัดสินใจว่าจะเลือกใครขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ นำพาประชาชนกว่า 1,170 ล้านคน ออกจากความสับสน และข้องใจในตัวเองได้อย่างไร
ที่มา : ดีพีเอ
เรียบเรียง มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์



