
ป.ป.ช. แฉกิน-กาม-เกียรติ3เหตุคอรัปชั่น
ป.ป.ช. แฉ กิน-กาม-เกียรติ 3 เหตุคอรัปชั่น ชี้ รอกม.ใหม่คลอด แก้เกมโกงนักการเมือง เตรียมเสนอ 3 มาตรการป้องกันการคอรัปชั่น นายกฯ - ครม. พร้อมรวบรวมความคิดเห็นทุกภาคส่วน
(23มี.ค.) ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดสัมมนา “มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย” และการอภิปรายเรื่อง “นักการเมืองกับการทุจริตเชิงนโยบาย” โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 213 คน อาทิ นักการเมือง นักธุรกิจเอกชน ผู้บริหารหรือผู้แทนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า คณะอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายของ ป.ป.ช. จะเสนอมาตรการป้องกันและควบคุมกลุ่มทุนธุรกิจและข้าราชการ มิให้ร่วมมือกับนักการเมืองในการทุจริตการเลือกตั้ง เพื่อให้ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ได้แก่ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 239 เพิ่มอำนาจให้ กกต.และศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งร่วมกับผู้สมัคร เพื่อให้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายประสาท กล่าวต่อว่า 2.การให้กกต.ใช้อำนาจตามมาตรา 10 ( 8 )ของกฎหมาย กกต.ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินบริจาคแก่พรรคการเมือง โดยผู้บริจาคต้องแจ้งว่า เงินบริจาคมีที่มาอย่างไร 3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ห้ามนักการเมืองที่ถูกศาลวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง มิกลับมาสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปีและต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งใหม่ 4.การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ส่วนมาตรการป้องกันผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินขัดกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จะเสนอให้ออกพ.ร.บ.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
นายประสาท กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการการป้องกันผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ใช้อำนาจรัฐและอำนาจทางการเมือง เข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายราชการประจำ ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรตรวจสอบทางการเมือง เช่น การที่ข้าราชการทางการเมืองอื่น อาทิ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เลขานุการนายกรัฐมนตรี และผู้ช่วยเลขานุการนายกรัฐมนตรี เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการประจำ เป็นต้น กรณีนี้จะเสนอการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดความผิดให้ข้าราชการการเมืองที่ฝ่าฝืนจริยธรรมเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนข้าราชการประจำที่อยู่ภายใต้การชี้นำของนักการเมือง คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (กพค.) พิจารณาเสนอแนะต่อก.พ.ดำเนินการจัดให้มีกฎก.พ.เพื่อควบคุมข้าราชการผู้มีอิทธิพล ไม่ให้ครอบงำการปฏิบัติหน้าที่
นายประสาท กล่าวว่า สำหรับองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากยังไม่มีการประสานความร่วมมืออย่างจริงจังในการเสนอแนะ กำกับ ดูแล ส่งเสริมและพัฒนาจริยธรรมของนักการเมือง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการ ป.ป.ช. สภาพัฒนาการเมือง รวมทั้งรัฐสภา กกต.และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องร่วมกันวางแผนเชิงยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ
นายประสาท กล่าวต่อไปว่า ทุกวันนี้การทุจริตมีความแยบยลขึ้น ทำเหมือนจะไม่ผิดแต่จริงๆแล้วผิด เพราะผู้บริหารเปลี่ยนแปลงกฎหมาย กฎระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง เดิมป.ป.ช.จะดูการกระทำความผิดว่าผิดหรือไม่จาก 3 ปัจจัย คือถูกกฎหมายหรือไม่ มีอำนาจหรือไม่ และทำตามขั้นตอนหรือไม่ แต่ปัจจุบันจะต้องดูด้วยว่ามีการบิดผันกฎหมายหรือไม่ด้วย ขณะนี้ ป.ป.ช .เตรียมที่จะออกประกาศเพิ่มเติม ตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ห้ามมีผลประโยชน์ส่วนตัวขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวม จากเดิมที่มีเพียงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ให้รวมถึงตำแหน่งนายกและรองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วย ซึ่งจะทำให้มีตำแหน่งที่จะต้องตรวจสอบเพิ่มเติม อย่างน้อย 23,000 ตำแหน่ง
จากนั้น ได้มีการเสวนาเรื่อง “นักการเมืองกับการทุจริตเชิงนโยบาย” โดยนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช.กล่าวว่า การทุจริตในเชิงนโยบาย คือการกำหนดนโยบายมาเพื่อการทุจริต ในอดีตมีรัฐมนตรีคนหนึ่งของบสร้างถนนไปในที่ของตัวเองที่เรียกว่าถนนควายเดิน แต่ปัจจุบันการทุจริตเชิงนโยบายมีความซับซ้อนมากขึ้น ตนให้องค์ประกอบไว้ 3 ประการ คือ 1.ใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ ผ่านทางนโยบายหรือออกกฎหมาย 2.มิได้ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะแต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน และ 3.ทำลายระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมอย่างร้ายแรง อันตรายของการทุจริตเชิงนโยบาย จึงน่ากลัวการทำถนนควายเดินหรือปัญหาตำรวจเรียกรับเงิน เพราะสร้างความเสียหายกับสังคมด้วย
“สมัยทำงานอยู่ในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) มีการตรวจสอบคดีหนึ่งที่ผู้บริหารออกนโยบายแล้วมีบริษัทได้รับประโยชน์ ต้องตรวจสอบไปถึงจิ๊กซอว์ตัวแรก ถึงเจตนาในการออกนโยบายดังกล่าว ว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ส่วนตน รวมถึงดูความสัมพันธ์ของผู้บริหารรายนั้นว่า เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ได้รับประโยชน์อย่างไรด้วย” นายกล้านรงค์ กล่าว
ด้าน ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.กล่าวว่า 3 สิ่ง ที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร ได้แก่ กิน กาม เกียรติ กินคือ การสวาปามทุกอย่าง กามคือ การบำเรอน้ำกามของผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง และเกียรติคือ การดำรงตำแหน่งระดับสูงเพื่อเกียรติยศของตัวเอง โดยใช้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือพวกพ้อง ขณะนี้กำลังรอกฎหมายป.ป.ช.ฉบับใหม่ประกาศใช้ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 103 / 1 แก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ถือเป็นการทุจริตประเภทหนึ่ง พร้อมกำหนดโทษไว้ในมาตรา 123 / 1 จำคุก 1-10 ปี ปรับไม่เกิน 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นอนาคตของประเทศไทยจะไปไม่รอด หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่สละประโยชน์ส่วนตัว มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะจะนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด
ด้าน รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการป.ป.ช.กล่าวถึงลักษณะการทุจริตเชิงนโยบายว่า สามารถแยกได้ 3 นโยบาย คือ 1.การกระทำใดๆที่ใช้อำนาจรัฐบาล ซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี 2.การใช้อำนาจฝ่ายบริหารแสวงหาผลประโยชน์ และ 3.การใช้อำนาจรัฐในการเอื้อประโยชน์ให้กับญาติและพวกพ้องได้ประโยชน์จากการกระทำ โดยการใช้อำนาจของรัฐบาลทางการเมืองแบ่งออกเป็น 2 สถานะ คือ นายกฯและรัฐมนตรีใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และนายกฯกับคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าฝ่ายการปกครองบริหารราชการแผ่นดิน
รศ.ดร.บรรเจิด กล่าวต่อว่า ส่วนทำไมถึงมีการทุจริตเชิงนโยบายนั้น เพราะเกิดจากการอาศัยมติครม.เป็นฐานดำเนินการ โดยจะต้องอาศัยอีกหลายๆฐานในการที่จะบรรลุเป้าหมาย เป็นการทุจริตที่เกี่ยวกับผลประโยชน์มหาศาลและระยะยาว เป็นการทำให้ทิศทางนโยบายเกิดผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม เป็นสิ่งที่มีมติกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้เมื่อเกิดการทุจริตคอรัปชั่นขึ้น ต่างประเทศจะไม่กล้าแตะ เพราะกลัวว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ และเป็นการเชื่อมโยงมิติทางการเมือง แทรกแซงการตรวจสอบทางการเมืองสู่การทำลายสถาบันต่างๆในประเทศ อย่างไรก็ตาม สำหรับความแตกต่างของการทุจริตทั่วไปกับการทุจริตเชิงนโยบายนั้น การทุจริตโดยทั่วไปจะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ ส่วนการทุจริตเชิงนโยบายเป็นการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีตามอำนาจหน้าที่



