ข่าว

ยาแก้ของแพง

ยาแก้ของแพง

24 มี.ค. 2554

ในปีนี้มนุษยชาติต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากนานัปการนับแต่ชาวนิวซีแลนด์ต้องล้มตายไปมากเพราะแผ่นดินไหวและต่อมาคนญี่ปุ่นก็กำลังเผชิญปัญหาเริ่มจากแผ่นดินไหวไปถึงคลื่นยักษ์สึนามิกลืนชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก แล้วยังไม่หยุดแค่นั้นโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ก็กำลังร่อแร่ว่าจ

นอกจากนี้ในแถบทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลางก็มีปัญหาจากผู้คนในชาติเดียวกันลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเป็นว่าเล่น บัดนี้ก็ยังไม่สงบลง

 แต่ในส่วนภัยเงียบที่คุกคามประชาชนทั่วโลกคือภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ของกินของใช้คอยขึ้นราคาเป็นที่เดือดร้อนกันทั่วไป

 รัฐบาลในหลายประเทศก็ตกอกตกใจที่จะต้องแก้ปัญหาของแพงให้ได้ แต่เท่าที่หลายประเทศปฏิบัติกันก็ไม่พ้นการอุดหนุนโดยรัฐบาลทำให้ราคาข้าวของถูกกว่าเป็นจริง อย่างเช่น ประเทศไทยอุดหนุนน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มอยู่ขณะนี้ ประเทศสิงคโปร์นั้นไปไกลกว่าใครกล่าวคือไม่ได้อุดหนุนแต่ผู้บริโภค ได้ให้การอุดหนุนแก่ธุรกิจขนาดย่อมบางประเภทด้วย

 การอุดหนุนโดยรัฐนั้นต้องใช้เงินมหาศาล อย่างเช่นสิงคโปร์ได้ใช้เงินไปแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท แต่สำหรับสิงคโปร์ระยะนี้นั้นยังไม่เดือดร้อนเพราะงบประมาณประเทศของเขาเกินดุล แต่ถ้านำเอาวิธีอุดหนุนนี้มาใช้กับประเทศที่งบประมาณขาดดุล เช่นประเทศไทยก็จะทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มยอดหนี้สาธารณะขึ้น

 ในการหาเงินมาอุดหนุนโครงการต่างๆ นั้น ประเทศไทยนับว่ามาแปลกกว่าเพื่อนกล่าวคือ จะให้ประชาชนผู้บริโภคอุดหนุนกันเอง เช่นเรื่องการใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยนั้นรัฐบาลบอกว่าคนที่ใช้เกิน 90 หน่วยจะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเล็กน้อยเพื่อเอามาอุดหนุนช่วยเหลือคนที่จนกว่า

 นโยบายรัฐบาลไทยนี้ดูเหมือนจะเป็นนวัตกรรมทางงบประมาณใหม่ แต่ความจริงโรบินฮู้ดโจรชาวอังกฤษได้ทำมานานแล้ว คือ “ปล้นคนรวยมาแจกคนจน” คิดดูเอาเองว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

 จีนนั้นประสบกับปัญหาของแพงเช่นเดียวกัน กล่าวกันว่าราคาอาหารการกินสูงขึ้นถึง 10% แต่วิธีแก้ที่จีนแง้มออกมานั้นไม่ใช่ด้วยการอุดหนุนอย่างคนอื่น แต่จะเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยราชการนำและจะขอร้องแกมบังคับให้ห้างร้านบริษัทปฏิบัติตาม

 ในบางสังคมอย่างสังคมไทยนั้นทุกครั้งที่มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ข้าวของจะขึ้นไปแพงดักหน้า ทั้งนี้เพราะสังคมนี้มีวิธีปฏิบัติในการตั้งราคาคือไม่ได้คิดจากต้นทุนผลิตอย่างเดียว แต่คิดว่า “ขึ้นราคาเท่าไร ผู้ซื้อจะรับไหว” ฉะนั้นเมื่อรู้ข่าวจะขึ้นเงินเดือนพ่อค้าแม่ขายก็คิดว่าเงินในกระเป๋าข้าราชการจะมีเพิ่มขึ้นย่อมสามารถซื้อของที่แพงขึ้นได้ ฉะนั้นการที่จีนจะแก้ไขด้วยการเพิ่มค่าจ้างจึงควรเฝ้าดูต่อไปว่าจะไล่ทันราคาสินค้าหรือไม่

 แม้ว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมจะกล่าวไว้ว่าราคาสินค้าและบริการแต่ละอย่างนั้นขึ้นกับอุปสงค์และอุปทาน ถ้าอุปสงค์และอุปทานไม่ได้สมดุลกันราคาสินค้าก็จะแพง แต่ในชีวิตแห่งความเป็นจริงนั้น “กลไกตลาด” นี้จะไม่เป็นไปได้ง่ายตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพราะมีปัจจัยแทรก มีมือที่มองไม่เห็นเข้ามาปั่นป่วนอยู่เสมอ มือที่มองไม่เห็นคือพวกเก็งกำไร ดูอย่างญี่ปุ่นในตอนแรกที่ประสบภัยพิบัตินั้นเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้นทั้งนี้เพราะนักเก็งกำไรทางการค้าเงินคาดว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะขายทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศเอาเข้ามาในประเทศเพื่อบูรณะประเทศจึงเก็งกันว่าเงินเยนจะขาดแคลน เงินเยนในตอนนั้นไม่ถึง 80 เยน แลกได้ 1 อเมริกันดอลลาร์

 ตราบใดที่ยังหาทางรับมือกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ยาแก้ของแพงที่ชะงักก็คงจะยังไม่มี ฉะนั้นชาวบ้านเราคงต้องถือหลักตัวใครตัวมัน