ข่าว

วิกฤติตะวันออกกลาง

วิกฤติตะวันออกกลาง

24 มี.ค. 2554

ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องราวของวิกฤติในตะวันออกกลางก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย และมาถึงขั้นของการมีมติให้มีเขตหยุดยิงทางอากาศ และมีการยิงกันในช่วงหยุดยิงขึ้นแล้วในลิเบีย

แน่นอนว่าเมืองไทยคงจะพิจารณาเรื่องของวิกฤติในตะวันออกกลางอยู่สามเรื่อง

หนึ่งคือการแปลข่าวต่างประเทศ ที่ว่าด้วยเรื่องวิกฤติในตะวันออกกลาง จากข่าวสำนักข่าวต่างๆ

สองคือการพูดถึงผลกระทบของวิกฤติดังกล่าวต่อราคาน้ำมันโลก

สามคือการพูดถึงจำนวนของคนไทยที่ตกค้าง หรือกำลังเดินทางกลับ

มาพูดถึงเรื่องสุดท้ายก่อน คือเรื่องของจำนวนคนไทยที่ตกค้างอยู่ที่นั่น ซึ่งเราก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักว่าเขามาจากที่ไหน แล้วอะไรคือเหตุผลของการที่เขาต้องไปทำงานที่นั่น และเมื่อกลับมาแล้ว จะมีงานอะไรมารองรับ

ส่วนเรื่องที่สองนั้นก็คือเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งก็ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่มีผลกระทบในเรื่องนี้ (แน่นอนว่าในโลกนี้ถ้าซาอุฯ ยืนยันจะผลิตน้ำมัน ก็คงพออยู่กันได้ต่อไปอีกพักใหญ่ครับ)

เรื่องแรกสิน่าสนใจว่าตกลงเวลาที่เราพูดถึงวิกฤติตะวันออกกลางนั้น มันคือวิกฤติอะไรกันแน่

อย่างน้อยระหว่างวิกฤติประชาธิปไตย กับวิกฤติทางการทหาร ซึ่งตอนนี้วุ่นวายกันทั่ว

และถ้าพิจารณาจากข่าวรายวันที่แปลๆ กันมาแล้ว ก็ยิ่งจับทิศทางไม่ถูกไปกันใหญ่ เพราะว่าข่าวจะมีลักษณะกระจัดกระจายมาก จากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่ง

แต่ถ้าเราตั้งหลักให้ดี เราจะได้เรียนรู้อะไรมากมายจากข่าววิกฤติในตะวันออกกลาง มากกว่าเรื่องประชาธิปไตย-เผด็จการ และเรื่องของโลกตะวันตก-โลกอิสลาม-ประเทศที่ถูกรุมกินโต๊ะ (เหมารวมถึงประเทศที่ไปรุมกินโต๊ะประชาชนของตัวเอง)

ในฐานะที่เป็นนักรัฐศาสตร์ที่สนใจเรื่องในประเทศเป็นหลัก ผมมองเรื่องวิกฤติตะวันออกกลางเป็นเรื่องของวิกฤติประชาธิปไตย แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้ลักษณะสำคัญสองประการในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย

หนึ่งคือบทบาทของเกมการเมืองของโลก-นานาชาติที่มีต่อการต่อสู้ประชาธิปไตย ซึ่งผูกพันกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-ผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละประเทศอยู่ไม่ใช่น้อย เช่นทำไมบางประเทศจึงเข้ามามีบทบาทมากในเรื่องการแทรกแซง หรือแม้กระทั่งผลักดันเขตห้ามบิน

สองคือพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศเอง เราจะพบว่าแต่ละประเทศที่มีการลุกฮือนั้นถ้าดูภาพรวมแล้วไม่ใช่ประเทศที่ยากจน แต่เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง และเอาเข้าจริงตัวผู้นำของประเทศเหล่านั้นในทางหนึ่งแสวงหาความมั่งคั่งจากทรัพยากรน้ำมัน และใช้วิธีการซื้อใจประชาชนด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและการมีข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่นๆ

ดังนั้นแต่ละประเทศที่ตัดสินใจแทรกแซงนั้นจึงเกี่ยวดองกับประเทศเหล่านี้ หรือเคยสนับสนุนผู้นำเผด็จการของประเทศเหล่านี้มาโดยตลอด

ในอีกด้านหนึ่งนั้น ผู้นำประเทศเหล่านี้ก็ปกครองได้ด้วยการประสานประโยชน์ของแต่ละเผ่า หรือภายใต้ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่น่าสนใจก็คือวิกฤติประชาธิปไตยรอบนี้กลับไม่ได้ตั้งต้นจากเรื่องของความยากจน หรือความไร้ประสิทธิภาพจากการบริหารเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเรื่องของความไม่พอใจในเรื่องของความไม่เป็นธรรมจากการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะจากการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในหมู่คนรุ่นใหม่ของประเทศเหล่านั้นซึ่งกลายเป็นประชาชนหลักของประเทศ

บางส่วนก็มาจากวิกฤติประชาธิปไตยในประเทศตะวันตกเอง ซึ่งเกี่ยวโยงกับฐานนโยบายต่างประเทศคนละชุดกัน เช่นแนวโน้มของรัฐบาลแบบอนุรักษนิยม อย่างของอังกฤษและฝรั่งเศสก็จะมีนโยบายที่แข็งกร้าวกับรัฐบาลในตะวันออกกลางบางประเทศ แล้วก็น้ำท่วมปากกับอีกหลายประเทศที่ไม่ได้เข้าไปทำอะไร เพราะยังได้ประโยชน์ และสุดท้ายการเมืองของประเทศตะวันตกเองจะมากำหนดเรื่องของท่าทีของรัฐบาลต่อการแทรกแซงเข้าไปในตะวันออกกลาง อาทิ ปัจจัยเรื่องคะแนนนิยมของผู้นำในประเทศ หรือการหาเสียงชิงตำแหน่งทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง (อาทิ กรณีของฝรั่งเศส เป็นต้น)