
มะกันชัยชนะของผู้แพ้!
ถึงแม้สหรัฐจะถอนตัวจากอิรัก แต่ยังคงอิทธิพลบางส่วน ที่จะดูแล และสูบทรัพยากรน้ำมันจากประเทศที่เข้าไปรุกรานหลายปีก่อน แต่อิรักก็ยังไม่สงบสุข รอวันเอาคืนอยู่ทุกนาที นี่ย่อมมีนัยสำคัญไม่แตกต่างไปจากการที่ชาติพันธมิตร นำโดยสหรัฐ ทำตัวเป็นตำรวจโลก ใช้อาวุธหนัก
สถานการณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา กองกำลังผู้ภักดีต่อ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ถอยกลับไปถึงเมืองอัจดาบิยาห์ ทางตอนใต้ของเมืองเบงกาซี โดยมีซากรถถังหมดสภาพถูกทิ้งไว้ตลอดทาง นักข่าวเอเอฟพี รายงาน ก่อนหน้านี้ ทหารของกัดดาฟีกระจายกำลังกันตีฐานที่มั่นของฝ่ายกบฏ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นฝ่ายรุกไล่ การถอนทหารของฝ่ายรัฐบาล และรวมตัวกันหลายร้อยคนอยู่นอกเมืองอัจดาบิยาห์ 3-4 กิโลเมตร นักข่าวเอเอฟพีสามารถมองเห็นกลุ่มควันหนาทึบอยู่ภายในเมืองอัจดาบิยาห์ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญไปสู่เมืองโทบรุก และชายแดนอียิปต์ อีกทั้งพื้นที่ทางทิศเหนือของเมืองยังติดกับเมืองเบงกาซี
กองกำลังของกัดดาฟีเข้ายึดเมืองอัจดาบิยาห์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากความพยายามบุกตะลุยพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ ระหว่างการสู้รบที่กินเวลานับเดือน และการเปิดฉากโจมตีเมืองเบงกาซี ที่กลุ่ม
ปฏิบัติการโจมตีเมืองเบงกาซีของกองกำลังกัดดาฟีต้องหยุดชะงัก เนื่องจากเครื่องบินขับไล่ของกองทัพฝรั่งเศสยิงถล่มใส่รถถังของกัดดาฟีเป็นเวลาร่วม 4 ชั่วโมง ไม่นานหลังจากมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1973 มอบอำนาจเด็ดขาดให้กองกำลังพันธมิตรชาติตะวันตก สามารถใช้ทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องชีวิตพลเรือน
“แม้เราต้องตาย วันนี้เราก็จะเข้าเมืองอัจดาบิยาห์ให้ได้ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ซัลมัน มักราบี นักรบฝ่ายกบฏกล่าวกับเอเอฟพี
ทว่ากลุ่มกบฏซึ่งมีเครื่องยิงจรวดคัตยูซา และปืนกลหนักต่อสู้อากาศยานขนาด 12.7 มิลลิเมตร ยังไม่มีการระบุถึงยุทธวิธีออกมาแน่ชัดว่า จะโจมตีเมืองอัจดาบิยาห์อย่างไร ไม่ให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ภายในเมืองได้รับบาดเจ็บล้มตาย
สหรัฐและชาติพันธมิตรถล่มลิเบียมา 2-3 วันแล้ว แต่ยังดูเหมือนชัยชนะยังห่างไกล ถ้าย้อนกลับไปในยุคที่นักรบเบดูอิน หรือผู้เร่ร่อนกลางทะเลทรายของลิเบีย ที่แทบจะสู้ด้วยมือเปล่า กับกองทัพอิตาลี ภายใต้มุสโสลินี ผู้ยึดครองลิเบีย และสามารถตีโต้จนทัพอิตาลีถอยร่นไปหลายครั้ง การศึกในยุคทายาทเบดูอินก็คงไม่ต่างกัน



