
ประยุทธ์แนะไม่เห็นแก่ตัวแก้ปัญหาชาติได้
ประยุทธ์ แนะให้นึก เพลงชาติ-สรรเสริญพระบารมี แก้ปัญหาชาติ ชี้ไทยไปได้ต้องเร่งแก้ ปัญหาภายใน-ภายนอก วอนคนคิดถึงส่วนรวม อย่าเห็นแก่ตัว ยันทหารทำงานไม่ได้เอื้อประโยชน์การเมือง เผยหลายปัจจัยทำไฟใต้สงบยาก รับรปภ.ใต้ยังไม่ 100 % เหตุพื้นที่กว้าง ขอโทษเหต
เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 23 มี.ค.ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รองผอ.รมน.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างเป็นประธานในกิจกรรม “ประธานชมรมทำดี มีอาชีพ และประธานสภาสันติสุขตำบลพบผู้บริหารระดับสูง” จำนวน 290 ตำบล ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า โครงการรุ่นแรกๆมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ 90 % ไม่เคยออกนอกพื้นที่ตัวเอง ขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 3 หมื่นคนที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้สังคมเดินไปข้างหน้า โดยส่วนใหญ่ 2 หมื่นคนอยู่ในภาคใต้ ทั้งนี้เราต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายมาตรการ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา นอกจากนี้ยังได้กำหนดยุทธศาสตร์รองเพิ่มเติมจากนายกรัฐมนตรีในฐานะผอ.รมน. ไม่ใช่เราจะแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง การนำทหารลงพื้นที่ต้องมีการเตรียมการ และมีการศึกษาวัฒนธรรม ประเพณีก่อนลงไปปฏิบัติงาน บ้านเมืองจะสงบสุขหรือดีได้ประชาชนต้องมีอาชีพ และการศึกษาที่ดีขึ้น ถ้าไม่มีเงินทอง แต่มีความรู้สามารถเอาตัวรอดได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภาคใต้ต้องลดปัญหาภัยแทรกซ้อนทั้งกลุ่มมีอิทธิพล ค้าของเถื่อน ทำผิดกฎหมาย ซึ่งแพร่กระจายในหลายหมู่บ้าน ทางกองทัพไม่ยอมที่จะปล่อยให้มีปัญายาเสพติดเข้ามาระบาดในพื้นที่เพราะเกรงว่าจะเข้าไปชักจูงให้คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรง ทั้งนี้ตนกำชับเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย หากผิดต้องถูกลงโทษ และผู้ที่กระทำความผิดต้องได้รับการดูแลอย่างยุติธรรม เจ้าหนน้าที่จะไม่ใช้มาตรการรุนแรงใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่ผู้ก่อความไม่สงบจะถืออาวุธมาสู้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจต้องมีการปะทะนำไปสู่การสูญเสีย ขณะนี้โอไอซี และยูเอ็นเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งกรือเซะ ตากใบ เป็นเรื่องที่เราไม่สบายใจ และตนยอมรับว่า ไม่สบายใจ ตนต้องขอโทษแทน อาจเกิดจากความไม่เข้าใจ ไม่เอาใจใส่ แต่ขณะนี้มีการนำขึ้นมากล่าวอ้างทุกวัน ซึ่งขณะนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ซึ่งต้องไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งประชาชนและรัฐต้องช่วยกัน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การดูแลรักษาความปลอดภัยยังไม่ 100% เพราะพื้นที่กว้างไกล และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบหลายงาน แต่น่ายินดีที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่เราต้องการคือ ไม่อยากให้ใครบาดเจ็บ สูญเสียแม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ตามเหตุในพื้นที่ภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว ใครอยากแบ่งแยกดินแดนตนไม่รู้ แต่วันนี้แยกไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้แล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงไปพื้นที่เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว เพื่อดูแลประชาชน ทั้งนี้เราต้องมีประวัติศาสตร์อันเดียวกันที่ถูกต้อง ใครรบกับใคร ใครตีกับใคร แต่วันนี้ไม่ได้ตีกัน หากเอาไปอ้างถึงประวัติศาสตร์อาจทำให้ยุ่งไปกันหมด อดีตมีไว้ให้ภาคภูมิใจให้รักสามัคคีกัน และมีไว้เป็นตัวอย่างในการสู้รบ การรบไม่ชนะก็แพ้ หรือไม่อยู่ก็ตาย เราพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้
“ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมทำให้ประเทศชาติปลอดภัย การแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่ได้แก้ด้วยทหารอย่างเดียว การแก้ไขปัญหาภาคใต้มี 3 แท่ง คือ แท่งแรก รัฐบาล โดยกระทรวง ทบวง กรม ในการนำงบประมาณไปพัฒนาในพื้นที่ แท่งสอง คือ กอ.รมน.ในการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ปัญหา โดยขณะนี้มีทหาร ตำรวจ ประชาชน ส่วนราชการรวม 6 หมื่นคน แต่ไม่ได้ถือปืนทั้งหมด ซึ่งเราไม่ได้ใช้งบมากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นงบกำลังพล แท่งที่สาม คือ ศูนย์บริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งกองทัพยึดแนวทางของงรัฐบาล คือ การเมืองนำการทหาร โดยเราพยายามสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิดความปลอดภัย ทหารไม่ใช่ถืออาวุธไปฆ่าคน ทหารต้องทำตามกรอบของฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล ไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายการเมือง” ผบ.ทบ.กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สถานการณ์ยังไม่สงบ 100 % ทั้งนี้เรามีมาตรการ 21 คือ ให้ผู้ที่หลงผิดเข้ามามอบตัว ถือเป็นการให้โอกาสกับผู้กระทำผิด เพราะอาจมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเราอยากให้ผู้กระทำความผิดกลับเข้ามา การแก้ไขปัญหามีการพัฒนาไปตามลำดับ จะมองว่า ดีขึ้นหรือเลวลง โดยยึดถือสถานการณ์ที่มีการฆ่ากันอยู่ไม่ได้ เราต้องดูถึงต้นตอปัญหา เพราะในพื้นที่มีหลายปัจจัยปัญหาทั้งผลประโยชน์ส่วนตัว การทำผิดกฎหมาย ยาเสพติด การเมืองท้องถิ่น ซึ่งมีเป็นพันคดี เกือบครึ่งไม่ได้เป็นคดีก่อเหตุรุนแรง ซึ่งตนไม่ได้ปฏิเสธ ปัด หรือออกตัว แต่การทำงานต้องคิดอย่างเป็นระบบ ไม่ได้คิดแล้วพูด ต้องหารือกับเจ้าหน้าทีที่เกี่ยวข้องหลายคน และงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้มาจากกอ.รมน. ไม่ได้เข้ากระเป๋าใคร เพราะงานของกองทัพบกไม่ได้เกิดจากตนคนเดียว แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่ระดับข้างล่าง ตนแค่กำกับดูแลให้ยุทธศาสตร์เดินไปข้างหน้า ทั้งนี้ในพื้นที่ภาคใต้ ยังมีคนที่สมองยังไม่กลับมาอีกเยอะ ซึ่งเราพยายามดำเนินการให้ลดลง
“บ้านเมืองของเราต้องช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหา ถ้าทุกคนเอาปัญหาของตัวเองมาพูด ก็ไม่มีโอกาสไปพูดปัญหาส่วนรวม ประเทศต้องมาก่อน บ้านเมืองต้องมาก่อน แต่ถ้าคิดว่าตัวเรายังแย่ ไม่ไหว เราจะช่วยใคร ขอแรงเราก็ไม่ไป สรุปคือ ไม่ทำอะไรเลย แต่มาตำหนิว่าบ้านเมืองไปไม่ได้ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งอย่างนี้เขาเรียกว่า มีอาชีพ แต่ทำไม่ดี ทุกคนต้องทำดีมีอาชีพ ประเทศไทย เป็นรัฐเดียวที่แบ่งแยกไม่ได้ มีอย่างเดียวจะทำอย่างไรในการรวบเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐขึ้นมา ซึ่งเป็นเพลงชาติที่ทุกคนร้องได้อยุ่แล้ว ทำอย่างไรจึงจะทำให้ได้เหมือนเพลงชาติ และทำอย่างไรในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของเราเหมือนกับเพลงสรรเสริญพระบารมี นึกอะไรไม่ออกให้นึกถึง 2 เพลงนี้ แล้วจะรู้ว่า ทำอย่างไร แล้วครั้งผมนึกไม่ออก ผมนึกถึง 2 เพลงนี้เพราะมีความหมาย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนอยากถามว่าเหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ตอนนี้ดีขึ้นหรือไม่ ใครคิดว่าไม่ดีขึ้นให้ยกมือ ตนไม่ได้บังคับ วันนี้อยากให้สื่อไปถามคนในพื้นที่ที่มาว่า เหตุการณ์ในภาคใต้ดีขึ้นหรือไม่ และหากใครเห็นว่าปัญหาภาคใต้ยังไม่ดีขึ้นขอให้มาบอกเรา เราจะแก้ไขกันต่อไป ส่วนที่บางคนบอกว่าบางโครงการที่นำลงไปในหมู่บ้าน ชุมชนนั้น ประชาชนไม่ได้ต้องการ ยืนยันว่าทุกโครงการที่มีการผ่านสภาตำบล ทั้งนี้ถ้าต้องการให้บ้านเมืองไปได้ต้องช่วยกันแก้ปัญหา คือ 1.แก้ปัญหาภายในให้เลิกทะเลาะกัน 2.ปัญหาที่มีคนภายนอกมายุ่งเกี่ยว ซึ่งตนเชื่อว่าต้องมีสักวันที่เราต้องแก้ปัญหาได้ อย่าให้ร้ายทะเลาะกัน คงไม่สำเร็จ เชื่อว่าประเทศบ้านเมืองเป็นของเราจะเจริญเติบโตไปได้
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนในพื้นที่อ.รือเสาะ จ.นราธิวาสไม่เห็นด้วยที่ทหารจะย้ายฐานออกจากพื้นที่ว่า กำลังให้แม่ทัพภาคที่ 4 พิจารณาทบทวน ซึ่งได้มอบนโยบายว่าต้องมองในระยะยาวว่าจะทำอย่างไรให้สามารถดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัยได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันต้องให้ประชาชนมีความมั่นใจและพอใจ ซึ่งขณะนี้เรามีกองพลกรมทหารราบที่ 15 (พล.ร.15) ขึ้นมาซึ่งจะดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัยได้ทั้งหมด แต่จะต้องปรับพื้นที่รับผิดชอบให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตนได้ให้นโยบายไปกับแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจ ซึ่งอาจจะมีการสับเปลี่ยนบางส่วน หรือจะอาจจะมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยเก่ากับหน่วยใหม่ เราพยายามให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งคงต้องพิจารณาอีกครั้งโดยให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องมองไปถึงภาพในระยะยาวด้วย เพราะเราไม่สามารถให้กำลังของกองทัพภาคอื่นๆมาปฏิบัติหน้าที่อยู่จังหวัดชายแดนใต้ตลอดไป มันไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับกองพลทหารราบที่ 15 ให้รับผิดชอบพื้นที่โดยตรงของเขาและต่อไปจะได้ขยายพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดกองพล ร.15ต้องเป็นคนรับทั้งหมดจากกองทัพภาคที่ 4 เพื่อความเป็นเอกภาพเมื่อสถานการณ์สงบแล้ววันนี้เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้มากกว่านี้ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจของประชาชนซึ่งคงต้องรอติดตามผลต่อไป
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราทำอยู่แล้วใช้ทุกแผน พื้นที่ไหนที่เป็นพื้นหนักก็จะต้องใช้ยุทธวิธีการใช้กำลังในการป้องกันดูแล ในส่วนไหนที่ดีแล้วสงบแล้วก็ใช้การพัฒนาเพื่อให้เร็วขึ้น ทั้งหมดมีตั้ง 6 ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทั้ง 6 ยุทธศาสตร์นี้เราต้องมาดูว่าอะไรควรทำก่อน ทำหลัง อะไรทำพร้อมกัน อะไรใครรับผิดชอบหลัก รับผิดชอบรอง มันต้องคิดอย่างนั้นคิดในภาพรวม ไม่ใช่ว่าใช้ยุทธวิธีแบบเดียวกันหมด ตนไม่ได้สั่งอย่างนั้น พื้นที่ไหนต้องเข้มงวดพื้นที่ไหนต้องดูแลเป็นพิเศษก็ว่าไป ซึ่งอยู่ในกรอบนโยบายที่สั่งการลงไปอยู่แล้ว ถ้าจุดไหนความรุนแรงเยอะก็ต้องใช้กำลังทหารเยอะ ตรงไหนที่เบาลงเราก็เอาการพัฒนาเข้าไปได้มากขึ้น แต่ทั้งหมดต้องร่วมกันในการทำงานทั้งความมั่นคงและเรื่องของการพัฒนาการเมือง



