
ยิ่งนานยิ่งเสี่ยง
กกต.กลายเป็น "ความเสี่ยง" ที่ไม่คาดฝัน ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ หลังจากตั้งแท่นไว้แต่แรกว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขล่าสุดออกมาบังคับใช้แล้ว ถึงแม้จะมีมาตรา 7 วรรคท้าย ให้อำนาจ กกต.ไว้ แต่ กกต.ก็ไม่มั่นใจ ยืนกรานที่จะออกกฎหมายลูกอีก 3 ฉบับเพื่อป้องกันตนเอง
มาตรา 7 วรรคท้าย ระบุว่า "หากมีการยุบสภาแล้วการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.ไม่แล้วเสร็จ ให้ กกต.ออกประกาศกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้งเพื่อใช้กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นได้"
ฝ่ายการเมืองบอกว่า แค่นี้ก็เหลือเฟือ แต่ กกต.ยันกลับมาว่า ไม่พอ และไม่อยากตกเป็นจำเลย
พูดกันแค่นี้ก็พอเข้าใจได้ว่า ถ้าดึงดัน ก็จัดเลือกตั้งกันเอาเองก็แล้วกัน !
นั่นก็คือ ที่มาของวันพุธนี้ที่ สภาต้องมาพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ กกต.เสนอแก้ไขมาถึง 3 ฉบับ
พร้อมๆ กับกำหนดที่จะยุบสภาและวันเลือกตั้งก็ต้องเลื่อนออกไป
ฟังจากปาก สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็น่าจะอยู่ราวๆ 1-10 พฤษภาคม เพราะพิจารณากฎหมาย 3 ฉบับกว่าจะผ่านสภา ก็ใช้เวลาเร็วสุด 15 วัน จากนั้นเข้าวุฒิสภาอีก
ถ้าไม่มีปัญหาอะไรกระบวนการทั้งหมด 30 วัน ก็ถือว่าเร็วสุดแล้ว
ปัญหาก็คือ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับล็อก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาไว้ ไม่ให้ยุบสภาในช่วงเดือนเมษายน
เพราะขืนบุ่มบ่ามประกาศยุบสภาแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เกิด กกต.ขอลาออกไป ก็จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีใครมาจัดการเลือกตั้ง แถมสภาก็ไม่มีแล้ว ก็จะเหลือแค่รัฐบาลรักษาการยืนอยู่ท่ามกลางความพยายามที่จะรำลึกนั่นนี่ของ นปช. เพราะช่วงเมษายน เป็นช่วงที่มีการ "ขอคืนพื้นที่" ที่สี่แยกคอกวัว มันก็จะยุ่งกันใหญ่
นปช.อาจอาศัยจังหวะนั้นปักหลักยาว ยืดเยื้อ เพื่อยั่วยุอำนาจนอกระบบอีกครั้งก็เป็นได้
นี่ยังไม่นับกลุ่ม พล.ต.จำลอง ที่ตั้งท่าค้านการพิจารณาของสภาในวันที่ 25 มีนาคมนี้ เพื่อรับรองการประชุม เจบีซี ไทย-กัมพูชา และไม่มีใครรู้ว่า "เรื่อง" มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
เพราะต่างก็รู้ดีว่า ทุกจังหวะความเคลื่อนไหวนั้น มีการประเมินสถานการณ์ของอำนาจนอกระบบมาโดยตลอด เพียงแต่ว่า ช่วงศึกซักฟอกนั้น รัฐบาลสอบผ่านในการดูแลฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น แต่คะแนนนิยมกลับตกวูบ
การยืดเวลาออกไปเพื่อถกกฎหมายของ กกต. ก็เท่ากับว่า ความเสี่ยงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ จึงยังมีอยู่เต็มเปี่ยม และดูจะเสี่ยงมากกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำไป
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



