
สกย.เดินหน้าประกวดราคากล้ายาง
สกย.จำใจเปิดประกวดราคาต้นกล้ายางในโครงการ 8 แสนไร่ หลัง กนย.ไม่เพิ่มงบประมาณให้ตามที่ขอ ระบุหากไม่มีผู้เข้าร่วม เตรียมชงประธาน กนย.เสนอ ครม.อนุมัติงบโดยตรง ส่วนแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นไม่กระทบตลาดค้ายาง ยันพยุงราคาไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 120 บาท
นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้พิจารณางบประมาณในการจัดซื้อกล้ายางให้เกษตรกร ในโครงการส่งเสริมพื้นที่ปลูกยาง 8 แสนไร่ และได้อนุมัติซื้อกล้ายางต้นละ 18 บาท โดย สกย. ได้ขอเพิ่มงบประมาณจัดซื้อต้นกล้าดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ กนย.เห็นว่ายังไม่สมควรเพิ่มงบประมาณในขณะนี้ และมอบหมายให้ สกย.ประกวดราคากลางต้นละ 18 บาทไปก่อน
"เหตุที่ขอเพิ่มงบประมาณ เพราะ สกย.เห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้นทุนการผลิตกล้ายางราคาประมาณต้นละ 17 บาท หากรวมค่าดำเนินการ ราคากล้ายางจะอยู่ที่ต้นทุนละ 21.50 บาท ในแปลงผลิตของเอกชนราคาอยู่ที่ต้นละ 29 บาท รวมค่าดำเนินการจะอยู่ที่ต้นละ 35 บาท ขณะที่ราคากล้ายางในตลาดอยู่ที่ต้นละ 35-50 บาท" นายวิทย์กล่าว
ทั้งนี้ ในวันที่ 31 มีนาคม สกย.จะนำเสนอคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง (ก.ส.ย.) เพื่อดำเนินการตามมติดังกล่าว หากไม่มีผู้เข้าประกวดราคาเลย สกย.จะนำเรื่องนี้เสนอประธาน กนย.อีกครั้งเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติงบโดยตรงต่อไป
นายวิทย์กล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นต่อตลาดค้ายางว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดค้ายาง เพราะประเทศญี่ปุ่นใช้ยางประมาณ 7% ของโลก และเหตุการณ์ไม่ได้กระทบโรงงานยางขนาดใหญ่อย่างบริดจสโตน โตโยไทร์ แอน รับเบอร์ ซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสทรี โยโกฮามารับเบอร์ ซึ่ง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ทยอยเปิดดำเนินการแล้ว ซึ่งการชะลอการผลิตของโรงงานเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น
สำหรับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ซื้อยางพาราจากไทยอันดับ 3 ประมาณ 2-3 แสนตัน ซึ่งลูกค้าที่สั่งซื้อยางพาราจากไทยมากที่สุด คือ ประเทศจีน ประกอบกับในช่วงนี้ เป็นช่วงปิดกรีดยางอยู่แล้ว ปริมาณยางพาราในตลาดน้อยจึงไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรและการค้ายาง หรือผลกระทบต่อราคายางของไทย
ส่วนการปรับตัวลดลงของราคายางในก่อนหน้านี้ กนย.ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งหมดแล้วและเห็นชอบร่วมกัน ที่จะรักษาเสถียรภาพราคายางให้อยู่ในอัตราไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 120 บาท โดยมีเป้าหมายราคายางที่กิโลกรัมละ 150 บาท



