
"ส่วย"เทศกิจ...ธุรกิจบนหลังคน
หลังจาก "ทวิชพณ บุญมายน" หัวหน้าเทศกิจสำนักงานเขตบางรัก เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2551 ต่อมาปี 2553 ได้พบความไม่ชอบมาพากลของเจ้าหน้าที่เทศกิจบางคน ที่รับผิดชอบในพื้นที่บริเวณกลางซอยยมราช ถนนศาลาแดง เขตบางรัก กรุงเทพฯ
จึงสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วเข้ามาทำงานในสำนักงานแทน และเมื่อมีการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ยังพบว่ามีการออกใบเสร็จรับเงินปลอมให้แก่พ่อค้าแม่ค้าตั้งแต่ปี 2546 จึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.บางรัก และรายงานตรงให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางรักทราบ
“ใบเสร็จรับเงินของจริงจะมีลักษณะที่นูนออกมาและสามารถใช้นิ้วสัมผัสได้ แต่ใบเสร็จรับเงินปลอมจะใช้หมึกธรรมดาในการพิมพ์และตัวเลขจะไม่นูนออกมา รวมทั้งตัวเลขใบเสร็จรับเงินของจริงจะมีเลข 0 นำหน้าทุกแผ่น ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่ถูกปรับและได้รับใบเสร็จสามารถสังเกตความผิดปกติได้ดังกล่าว“ นายทวิชพณระบุถึงการสังเกตใบเสร็จปลอม
จากกรณี "ใบเสร็จปลอม" กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นายทวิชพณ อ้างว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์คุกคามและติดตามปองร้ายด้วยการขับรถประกบและมาดักรอบริเวณหน้าบ้านพักถึง 3 ครั้ง ทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องผิดใจกลับใครมาก่อน จึงต้องหลบหนีออกจากบ้านและไปซ่อนตัวในที่ปลอดภัย ก่อนตัดสินใจเข้ามาร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยอมรับว่า รู้สึกเห็นใจผู้ประกอบอาชีพค้าขายรายย่อย กว่าจะขายของได้เงินนั้นลำบาก เหนื่อยยาก เจ้าหน้าที่เทศกิจที่ไปปรับโดยออกใบเสร็จปลอม ถือว่าไม่เกรงใจคนหาเช้ากินค่ำ ที่แม้จะมีรายได้น้อย แต่ยังอุตส่าห์เสียค่าปรับเอาเงินเข้าหลวง แต่พนักงานของรัฐกลับเอาเงินไปเข้ากระเป๋าตัวเอง เบียดบังเงินที่จะเข้าหลวง งานนี้เรียกว่าทุจริตสองต่อ
“การแก้ไขปัญหาการทุจริตต้องทำอย่างทุกวิธี มิฉะนั้นจะแก้ไม่ได้ วิธีการก็คือต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเรื่องที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดเป็นลำดับแรก คือต้องไม่รังแกคนจน ไม่รุมทึ้งประชาชน จนกลายเป็นวัฒนธรรม เรื่องนี้ทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันแก้ไขจึงจะสำเร็จ เมื่อการทุจริตหมดไป สังคมและประเทศชาติก็จะดีขึ้นเอง ทั้งนี้ จะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป.ขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก ซึ่งต้องใช้เวลาเชิญพ่อค้าแม่ค้าที่เสียค่าปรับเข้ามาเป็นพยาน“ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กล่าว
ส่วนเบื้องลึกของการร้องขอความเป็นธรรมของหัวหน้าเทศกิจ สำนักงานเขตบางรัก ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ สน.บางรัก อ้างว่า เป็นปัญหาภายในของสำนักงานเขตบางรัก ซึ่งเกิดความไม่เข้าใจกันมานานแล้ว เมื่อหลายปีที่ผ่านมา นายทวิชพณเคยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.บางรัก ทำนองว่าถูกปองร้ายติดตามเอาชีวิต แต่การสืบสวนสอบสวนยังไม่พบว่ากลุ่มมือปืน หรือผู้ไม่หวังดีที่น่าจะเกี่ยวข้องจะเอาชีวิต มีเพียงแต่ลูกน้องคนหนึ่งซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ แต่การตรวจสอบในทางลับก็ไม่น่าจะมีศักยภาพกระทำการใดๆได้
ด้านแหล่งข่าวในชุดสืบสวนสอบสวนของ บก.ปปป. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายทวิชพณเคยเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในเรื่องลักษณะเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่บางคนในสำนักงานเขตบางรัก แต่พนักงานสอบสวนอ้างว่าต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการเขตมาร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยขั้นตอนครั้งนั้นการสื่อสารคงเกิดความเข้าใจผิดทำให้นายทวิชพณ ไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ
หลังจากนั้นไม่นานนายทวิชพณ จึงเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ซึ่งได้สั่งการให้ชุดสืบสวนของบก.ปปป.ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลที่กล่าวอ้าง
"ในเขตบางรักเป็นพื้นที่การท่องเที่ยว พื้นถนนบางจุดไม่ได้เป็นจุดผ่อนผัน หากผู้ค้ารายใดต้องการขายในพื้นที่นอกเขตผ่อนผันต้องเสียค่าหัวเตียง หรือค่าเช่าพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท เบื้องต้นทราบว่าแผงค้านอกเขตผ่อนผันมีกว่า 2,000 แผง แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจำนวนที่ชัดเจน ในเมื่อผู้ค้าขายในจุดที่ไม่ได้รับการผ่อนผันต้องถูกสุ่มจับปรับแผงละ 1,000 บาทในแต่ละวัน จึงเป็นที่มาของการเกิดใบเสร็จปลอม โดยมีเจ้าหน้าที่บางคนกระทำขึ้นให้แก่ผู้ค้าไว้เป็นหลักฐาน แต่แท้จริงแล้วเงินดังกล่าวจะถูกแบ่งกัน แต่บางส่วนนำไปเขียนไว้ในใบเสร็จรับเงินจริง เจ้าหน้าที่บางคนอาจเขียนค่าปรับขั้นต่ำ 200 บาท หรืออาจมากกว่านั้นเพื่อส่งเงินที่ถูกต้องและใบเสร็จที่ถูกต้องตามขั้นตอนไว้เพื่อให้หน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบ" แหล่งข่าวในชุดสืบสวนระบุ
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอยู่ และกำลังสืบสวนหาที่มาที่ไปของใบเสร็จรับเงินปลอม เพื่อขยายผลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด



