
เรื่องเล่าในโลกของตำรวจ
เลิกเอาใจช่วยตำรวจได้แล้ว"นายตำรวจผู้เคยเป็นศิษย์ของดิฉันถ่ายทอดคำพูดของผู้เป็นนายให้ดิฉันฟัง หลังจากที่เขาได้มาพบกับดิฉันโดยบังเอิญในงานสัมมนาที่ดิฉันได้มีโอกาสร่วมงานกับเหล่าบรรดานายตำรวจทั่วประเทศ
ราวหนึ่งปีที่ผ่านมา นายตำรวจใหญ่ผู้เป็นนายเคยทำงานร่วมกับดิฉัน ครั้งนั้นเขาดูตื่นเต้นที่มี “คนนอก”วงการตำรวจ มีสถานะเป็นนักวิชาการและมีความสนใจในกิจการงานตำรวจ สนใจในโครงสร้าง การบริหารงานตำรวจ และสนใจวัฒนธรรมองค์การตำรวจ ผู้บังคับการนำเรื่องราวความสนใจใคร่รู้ของคนนอกไปคุยกับนายเวรด้วยความภาคภูมิใจในฐานะของนายตำรวจคนหนึ่งที่เห็นคนนอกมีความมุ่งมั่น และสนใจใคร่รู้ที่จะสร้างความเข้าใจในเรื่องราวองค์กรของตน พร้อมทั้งแสดงเจตจำนงที่จะเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเพื่อไปถ่ายทอดให้แก่ผู้คนในสังคมให้ “เข้าใจตำรวจ”มากขึ้น
ในวันนี้ นายตำรวจใหญ่กลับมีความรู้สึกว่า องค์กรของตนถูกอำนาจของ “คนนอก”ครอบงำ กลืนกลายจนกระทั่งเหล่าบรรดาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์รู้สึกว่าศักดิ์ศรีที่เหล่าบรรดาตำรวจเคยมีเกือบจะหมดสิ้นไป
“ซื้อขายตำแหน่ง ต้องช่วยการเมือง มันมีจริงนะครับอาจารย์”นายตำรวจอดีตลูกศิษย์ยืนยันเสียงหนักแน่น เสมือนเกรงว่าดิฉันจะไม่เชื่อถือในคำบอกเล่าของเขา “พอเราไม่ยอมตามที่เขาเรียกร้อง เขาก็ถีบเราไปอยู่ในที่ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อตำแหน่ง” เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นเรื่องราวที่ผู้คนทั้งในวงการตำรวจและนอกวงการตำรวจคุ้นชิน แต่ไม่เคยมีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ หรือสร้างกลไกใดๆ เพื่อให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทำงานได้อย่างมีความสุขและได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน
การครอบงำทางการเมืองสร้างความไม่เป็นธรรมให้แผ่ซ่าน ฝังรากลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมของการได้ความดีความชอบโดยมิชอบ โดยที่เหล่าบรรดาตำรวจไม่สามารถเอ่ยอ้าง เรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ด้วยเนื่องจากติดที่เงื่อนไขและระเบียบราชการ
ความเครียด ความอึดอัด ถูกดัดแปลง ตกแต่งเป็นเรื่องเล่าขำขัน ประชดประชันแกมเสียดสีเพื่อลดความตึงเครียดชั่วครู่ชั่วคราว ดังเรื่องเล่าเรื่อง รถขนส่งสาธารณะ
“...รถสายนี้ ก็ไม่รู้ว่าสายไหนนะครับ คนที่จะขึ้นได้มีเพียง 2 ประเภท คนกลุ่มแรกนี่สำคัญพวกเขาจะมี “ตั๋ว”พอเขาจะขึ้นไปเลือกที่นั่ง ก็จะมีคนตรวจตั๋วดูว่าตั๋วของเขาซื้อมาจากใคร ใครเป็นคนออกตั๋วให้ แล้วก็จะเลือกที่นั่งให้สมกับผู้ออกตั๋ว
อีกประเภทหนึ่งคือ เขาหาตั๋วไม่ทันแต่ว่าเขามีเงิน ก็จะสามารถขึ้นรถนี้ได้เหมือนกัน แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีเงินมากพอหรือเปล่า ถ้ามีเงินมากพอก็จะได้ที่นั่งที่ดีหน่อย ถ้ามีเงินน้อยหน่อยก็อาจจะได้ที่นั่งหน้าห้องน้ำแต่ก็ยังได้นั่ง
แต่ถ้าหากไม่มีทั้งตั๋วและไม่มีเงินด้วย ต่อให้โบกจนแขนหลุด เขาก็ไม่หยุดรับหรอกครับ หรือถ้าบังเอิญเขารับแล้วเขาตรวจว่าไม่มีตั๋วไม่มีเงินเขาก็จะถีบออกจากรถ ถึงแม้ว่าผู้โดยสารจะบอกว่าทำงานมาเหนื่อยยาก ขอขึ้นรถบ้างเถอะเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาก็จะไม่สนใจและไม่ฟังเสียงอ้อนวอนขอความเมตตาหรือความเห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น....”
จบเรื่องเล่า ทุกคนในที่แห่งนั้น ต่างปรบมือแสดงความชอบอกชอบใจ เหมือนว่าเป็นความทุกข์ที่ทุกคนรับรู้และต่างเห็นใจซึ่งกันและกัน แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องเล่า...ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...ไม่มีใครที่จะมีอำนาจไปคัดง้างผู้มีอำนาจสูงสุดให้เกิดสำนึกต่อ การเป็นผู้แทนของประชาชนให้ยุติการทำร้ายประชาชน ผ่านการทำลายความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมได้ !
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



