ข่าว

กทม.จัดสาธิตพิธีไล่ผีป่า-ซาตานพ้นบ้านเมือง

กทม.จัดสาธิตพิธีไล่ผีป่า-ซาตานพ้นบ้านเมือง

11 เม.ย. 2552

“มาร์ค” ประธานสาธิต พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ ไล่สิ่งอัปมงคล-ปีศาจ ออกจากเมือง ด้านพระราชครูวามฯ ชี้ เป็นพระราชพิธีโบราณปีใหม่ไทย ขอพรเทวดาให้บ้านเมืองสงบสุข ขณะที่นักวิชาการ เผยเหตุ คนไทยตีกัน เพราะผีป่าเข้าเมือง ต้องทำพิธีปัดรังควาญ ยิงปืนไล้ให้บ้านเมืองส

 (11เม.ย.) ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แจ้งมาว่า วันพรุ่งนี้ (12 เม.ย.) กรุงเทพฯ ได้จัดงานมหาสงกรานต์ปี 2552 “ยิ้มรับสง กรานต์ สานสามัคคี” อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ จากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไปประดิษฐานยังท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนมากราบและสรงน้ำพระคู่บ้านคู่เมือง นำความเป็นมงคลมาสู่ตนเองในช่วงวันขึ้นปีใหม่ไทย ซึ่งพระพุทธสิหิงค์ ถือเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เคารพมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
 

โดยเส้นทางการอัญเชิญ เริ่มตั้งแต่ เวลา 08.00 น. พิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี ขบวนอัญเชิญออกจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ไปตามเส้นทางต่างๆ ให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำ รวม 3 จุด วงเวียนใหญ่ สวนสันติชัยปราการ และถนนข้าวสาร หน้าวัดชนะสงคราม จนไปถึงท้องสนามหลวง มีการจัดแสดงสาธิตพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ โดยเวลา 18. 45 น. นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานเปิดงาน

 สำหรับประชาชนที่เข้ามาเที่ยวงานสงกรานต์ นอกจากจะได้สักการะพระพุทธสิงหิงค์แล้ว ยังจะได้ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร และรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ แล้วยังได้ร่วมชมขบวนรถบุปผาชาติและขบวนพาเหรดพฤกษชาติ กว่า 30 คัน นับเป็นการสืบสานประเพณีไทยในการเฉลิมฉลองปีใหม่แบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะในส่วนของบรรยากาศสวนน้ำพุดนตรี 7 นางสงกรานต์ ที่แวดล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ทั้ง ไม้สวนและไม้ดัด บ้านเรือนไทยจำลอง นิทรรศการสงกรานต์และการละเล่นพื้นเมืองทั้ง 4 ภาค ซึ่งจำลองมาไว้เพื่อให้ประชาชนได้ชมในงานนี้ด้วย

 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ถึงความเป็นมาของพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ พบว่า พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เป็นพระราชประเพณี 12 เดือน ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงประกอบพระราชพิธีขึ้นในเดือน 4 เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง บุคคล ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่ไทย ซึ่งขั้นตอนของพระราชพิธีจะมีทั้งพิธีพราหมณ์ และพิธีพุทธ สวดเจริญพระพุทธมนต์ ขอพรเทวดา ให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข ทั้งนี้ พระราชพิธีดังกล่าว ไม่ได้มีการจัดขึ้นในปัจจุบันแล้ว หากจะมีการรื้อฟื้นขึ้นจะต้องมีการขอพระบรมราชานุญาตก่อน แต่หากเป็นการสาธิตหรือการแสดงให้เห็นพระราชพิธีก็เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนจะได้เป็นพระราชพิธีโบราณที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างความสิริมงคลของบ้านเมือง

 ด้านน.ส.บุหลง ศรีกนก นักอักษรศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวว่า พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ มีความสำคัญมากในอดีต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสันนิษฐานว่า ได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ซึ่งตามความเชื่อของพระราชพิธีดังกล่าว ถือว่า เป็นการสวดไล่ผี เพราะในสมัยก่อนคนไทยมีความเชื่อว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านของปีเก่าสู่ปีใหม่ไทยหรือสงกรานต์ จะต้องขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้านจากเมือง เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้คนและบ้านเมืองด้วย

 “ตามหลักการ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ จะมีพระสงฆ์มาสวดพระปริตร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคาถาไล่ผี โดยผู้เข้าร่วมพระราชพิธีจะต้องสวมมงคล และถือกระบองเพชร เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผีวิ่งเข้าชนผู้เข้าร่วมพิธี และจะมีการยิงปืนไล่ผีให้เกิดความตกใจ จะส่งผลให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม พระราชประเพณีดังกล่าวไม่มีจัดขึ้นแล้วในปัจจุบัน หากคนโบราณที่ยังอยู่และเห็นสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ก็จะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากผีป่าเข้าเมือง ผู้คนทะเลาะกัน เพราะไม่มีพิธีสวดมนต์ขับไล่ผีปีศาจ และยิงปืนใหญ่ไล่ผีขึ้น แต่สิ่งที่ยังทำให้เห็นว่า พิธีนี้ยังไม่สูญหาย คือ พิธีสวดภาณยักษ์ ที่ยังคงมีการประกอบพิธีขึ้นตามวัด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์” นักอักษรศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กล่าว

 สำหรับความเป็นมาของ พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์โลก เรียกว่า ตรุษฝ่ายพุทธศาสตร์ เริ่มการจัดงานโดย พนักงานตั้งบาตรนํ้า บาตรทราย จับด้ายมงคลในโรงราชพิธีทั้ง 4 ทิศ พระนครและในพระราชนิเวศน์ จากนั้นอัญเชิญ พระพุทธปฏิมากรมาประดิษฐาน อาราธนาพระมหาเถรานุเถร ผลัดเปลี่ยนกันมาจำเริญพระปริตร ในโรงราชพิธีทุกตำบล เมื่อพระมหาเถรเจ้าจำเริญ พระอาฏานาฏิยสูตรในราตรี หมู่ทหารยิงปืนใหญ่รอบพระนคร ฝ่ายพราหมณาจารย์ ประชุมกันผูกพรตกระทำการพระราชพิธี ในพระเทวสถานหลวง ตั้งเครื่องพลีกรรมสังเวย บวงสรวงพระเทวรูปทั้งมวล แล้วเปลี่ยนเวร กันอ่านอาคม ในทิวาราตรีทั้งสารม ครั้นถึงวันขึ้น 14 คํ่า เพลาบ่าย ชายแสง พระครูพรหมพรตพิธีกับชีพ่อพราหมณ์ทั้งหลาย ก็เชิญจตุโลกปาลเทวรูป ขึ้นเสลี่ยงงา แห่เข้ามายังโรงพิธีในพระราชนิเวศน์ กระทำปทักษิณสิ้นวาระ สามรอบแล้ว พราหมณาจารย์ทั้งหลายก็สมาทานบัญจางคลิกศีล ในสำนักสมเด็จพระสังฆราช เสร็จแล้วก็แห่พระเทวรูปทั้ง 4 ออกไปประดิษฐานไว้บนเกย อันกระทำไว้หน้าโรงราชพิธีทั้ง 4 ทิศ พระนคร

 ครั้นเพลาพลบคํ่า พระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพร้อมด้วยพระราชเทพี แลพระบรมวงศา ทรงสถิตในมาฬกดาดเพดานผ้าขาวเป็นพระที่นั่ง แล้วก็ทรงสมาทานบัญจางคิกศีลพร้อมด้วย หมู่ข้าเฝ้าฝ่ายหน้าฝ่ายใน ต่างสดับฟังพระมหาเถรเจ้าจำเริญพระรัตนสูตรและพระอาฏานาฏิยสูตร โดยสัจเคารพ ชาวพนักงานฝ่ายทหารก็ยิงปืนน้อยใหญ่รอบราชธานี สำหรับขับภูตปีศาจ จนสิ้นราษราตรี นับได้ 108 คราวปืน

 ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันสิ้นปี ก็ทรงปรนนิบัติพระมหาเถรเจ้าด้วยของคาวหวาน อันประณีต แล้วตั้งขบวนเป็นปัญจพยุหะ หมู่ทหารแต่งกายใส่เสื้อหมวกสีต่างๆ ถือธงฉาน ธงชาย สรรพศัสตราวุธครบมือ ประดับด้วยเครื่องพระอภิรมแลกลองอินทเภรีแตรสังข์ มโหระทึก กังสดาลฉาบแฉ่ง จึงเชิญพระพุทธปฏิมา ขึ้นทรงพระราชยานมีฉัตรกั้นบังสูรย์ อาราธนาพระมหาเถรเจ้าทั้งหลาย ขึ้นสถิตยานราชรถ และรถประเทียบเรียบเรียงกระบวนแห่งนั้นเป็น5 กระบวน ประนํ้าพระพุทธมนต์ แลโรยทรายรอบพระราชนิเวศน์นั้นกระบวนหนึ่ง รอบพระนคร ตามท้องสถลมารคนั้น 4 กระบวน ดูเป็นสง่ายิ่งนัก เหล่านักเลงก็เล่นมหรสพ เอิกเกริกสมโภชบ้านเมือง เป็นการนักขัตฤกษ์ บรรดานิกรประชาราษฎร ชายหญิงก็แต่งตัวนุ่งห่มกายอ่าโถง พากันมาเที่ยวดูแห่ดูงาน นมัสการพระในวันสิ้นปีและขึ้นปีใหม่เป็นอันมาก

 ในปัจจุบัน การประกอบพิธีตรุษของชาวบ้าน จะเริ่มด้วยการทำบุญตักบาตรที่วัด ตอนกลางคืนมีการละเล่นพื้นเมืองเช่นเดียวกับวันสงกรานต์ อาจจะเป็นเพราะว่า ตรุษกับสงกรานต์อยู่ห่างกันเพียงเดือนเดียว ความนิยมจึงมาอยู่ที่วันสงกรานต์ มากกว่าวันตรุษ คือรวบยอดมาทำบุญ และเล่นสนุกสนานกันในวันสงกรานต์ช่วงเดียว