
เทือกงงข่าวมาร์คยุบสภา3พ.ค.
สุเทพ งงข่าวนายกฯกำหนดวันยุบสภา 3 พ.ค.และลต. 26 มิ.ย. ปัดไม่เคยพูดชัดเจน คาดยุบสภา 1-10 พ.ค. ส่วนวันลต.กกต.จะกำหนดปัดรอฤกษ์ อ้างรอกม.ลูกเสร็จ สั่ง ตร. ทำงานเข้มแข็งวางตัวเป็นกลาง ตั้งแต่วันนี้ถึง ลต. ตั้งด่านตรวจอาวุธสงคราม-ขึ้นบัญชีมือปืน
(22มี.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ได้หารือกำหนดวันยุบสภาคือวันที่ 3 พ.ค.และวันเลือกตั้ง คือ วันที่ 26 มิ.ย. ว่า มีความชัดเจนแล้วของวันยุบสภา นายกรัฐมนตรีท่านได้ย้ำทุกครั้งทุกสถานที่ว่า ต้นเดือนพ.ค. แต่ไม่ใช่วันที่ 3 พ.ค. ซึ่งไม่รู้ว่าใครไปบอกว่าเป็นวันที่ 3 พ.ค. ท่านไม่ได้พูดอย่างนั้น ท่านบอกเอาต้นเดือนพ.ค. ก็หมายความว่า 1 - 10 พ.ค. เป็นอย่างช้า ส่วนจะเป็นวันไหนไม่ใช่ดูฤกษ์แต่เราพยายาม ที่จะทำกฎหมายที่กี่ยวข้องให้เสร็จให้ทัน เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาตรงนั้นนิดหน่อย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเลือกตั้งวันที่ 26 มิ.ย. ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนต้องเรียนจริงๆว่าหนักใจจริงเรื่องข่าว เพราะว่าไม่ทราบว่ามาจากไหน ยังไม่เคยพูดเลยว่าจะยุบสภาวันที่ 3 พ.ค.และจะให้เลือกตั้ง 26 มิ.ย. ยังไม่ได้พูดเลย ตนเรียนอย่างนี้เอาเป็นว่าตั้งแต่วันที่ 1 - 10 พ.ค. วันหนึ่งวันไหนที่ทุกอย่างเรียบร้อย ถ้ากฎหมายต่างๆเรียบร้อยแล้ว หรือนายกรัฐมนตรีตัดสินใจว่าจะดำเนินการแล้ว เพราะท่านรักษาคำพูดแน่นอน ใจตนคิดเอาว่าเป็นวันที่ 7 - 10 พ.ค. แล้วหลังจากนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะเป็นคนกำหนดว่าจะให้เลือกตั้งภายในกี่วัน อย่างน้อนก็ต้อง 45 วันก็จะได้จัดให้ลงล๊อคกับวันเสาร์-อาทิตย์ แต่แนวโน้มก็ประมาณต้นเดือนก.ค. ประมาณวันที่ 1 หรือวันที่ 2
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังกตุระบบเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ฝ่ายรัฐบาลจะเอาเปรียบโดยไปซอยแบ่งพื้นที่เขตเลือกตั้งให้คนสับสนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เป็นอย่างนั้น การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นอำนาจหน้าที่ของกกต. ต้องดูตามควาเมหมาะสม ซึ่งต้องคิดถึงความสะดวกของประชาชนด้วย พื้นที่ที่จะแบ่งเขตต้องเป็นเขตติดต่อกัน แต่ละเขตมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แม้ผู้ว่าฯกทม.จะเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์จริง แต่ว่ากกต.ของกทม.ก็เหมือนกับกกต.จังหวัดทั้งหลายที่ไมได้ขึ้นอยู่กับพรรคปรชาธิปัตย์
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตรงนี้จะไม่ทำให้ความเป็นห่วงของกกต. ในเรื่องกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีปัญหา และสามารถพิจารณาแล้วเสร็จใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กกต.ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้เอาไว้ ถ้ากฎหมายเสร็จทุกฉบับกกต.ก็ทำงานได้ เพราะกฎหมายเหล่านั้นเป็นกฎหมายที่กกต.เสนอมาเอง หรือถ้ากฎหมายไม่เสร็จด้วยอุบัติเหตุอะไรก็แล้วแต่ ถ้านายกรัฐมนตรียุบสภา กกต.ก็ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายได้เขียนเอาไว้ว่ากกต.สามารถออกประกาศได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ใช่ช่วงเลือกตั้งทั้งกกต.และผู้สมัครก็มีความเป็นห่วง ว่าจะมีเรื่องความรุนแรง รัฐบาลจะให้ทหารเข้าไปช่วยดูเรื่องความสงบเรียบร้อยหรือไม่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายกรัฐมนตรีและตนได้ไปประชุมผู้กำกับ และหัวหน้าสถานีตำรวจทั่วประเทศ 1,700 คน เราตกลงกันแล้วว่าเราจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตั้งแต่วันนี้จนถึงวันเลือกตั้ง
" เรื่องแรกที่ตำรวจจะต้องทำก็ คือ ตั้งด่านตรวจสอบ จับกุม ปราบปรามอาวุธทั้งหลายโดยเฉพาะยิ่งเป็นอาวุธสงคราม ยิ่งต้องดำเนินการให้ได้ทุกพื้นที่ เรื่องที่สองคือขึ้นบัญชีผู้ที่ทำตัวเป็นมือปืนรับจ้างต้องติดตามพฤติกรรม มีความผิดเมื่อไหร่จับกุมได้เมื่อไหร่ดำเนินการทันที นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาความสงบ ในทุกพื้นที่ที่มีการหาเสียงเลือกตั้งของทุกพรรคการเมือง ไม่ให้ใครมากลั่นแกล้งใช้ความรุนแรงเข้าไปกระทำต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นอันขาด ตำรวจก็จะเป็นกลางดูแลรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด” นายสุเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ศอ.รส.เสนอขอความเห็นชอบ ต่ออายุการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ดูแลม็อบต่างๆ จะให้ขยายต่ออายุไป จนถึงช่วงของการเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า พ.ร.บ.มั่นคง ที่ยังประกาศใช้ในกรุงเทพฯอยู่ก็ยังต้องขยายเวลา ให้กับทางสำนักงานตรำวจแห่งชาติที่เป็นผู้รับผิดชอบ เขาจะได้ทำงานได้ เพราะยังมีการชุมนุมและเรื่องวุ่นวายอยู่ ต้องดูแลต่อไป โดยจะต่อออกไปเป็นช่วง ๆ เหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมจบเมื่อไหร่ก็เลิกเมื่อนั้น อย่างน้อยที่สุดทางตำรวจก็ยังคุมสถานการณ์ได้อยู่ในขณะนี้ และตำรวจพยายามทำ ตนเห็นใจตำรวจที่พยายามทำให้นุ่มนวลที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา พยายามค่อย ๆ ดำเนินการไป ส่วนที่กลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติมาติดตั้งส้วมอยู่หน้าทำเนียบฯนั้นคงต้องให้สังคมเป็นผู้วินิจฉัยเถอะว่าพฤติกรรมของใครเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ตนพูดอะไรไปจะกลายเป็นการยั่วยุไป แต่จะให้เจ้าหน้าที่พยายามแก้ไขต่อไป



