ข่าว

อภิปราย4วันตอบข้อสงสัยประชาชนไม่ได้เลย

อภิปราย4วันตอบข้อสงสัยประชาชนไม่ได้เลย

22 มี.ค. 2554

สุเทพ เทือกสุบรรณ กับจตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายอัดกันในสภารวมกันไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องใครฆ่าใครและใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เชื่อไหมว่าไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของใครได้เลย

 เป็นความสามารถพิเศษ หรือความไร้ประสิทธิภาพของนักการเมืองยุคนี้ หรือเพราะคนไทยเลือกจะเชื่อสิ่งที่ตนเชื่ออยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าใครจะชี้แจงแถลงไขอย่างไร ไม่ว่าจะเอาหลักฐานอะไรมาแสดง ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงความคิดของใครได้อีก

 เพราะเมื่อ "ฝ่ายตน" พูด ก็จะเลือกเชื่อเอาไว้ก่อน ส่วน "อีกฝ่ายหนึ่ง" แถลงแจ้งเหตุอย่างไร ก็ไม่อาจจะน้าวโน้มให้เปลี่ยนใจได้อีก

 นี่คือ ความน่าเป็นห่วงของสังคมไทยที่เหตุและผล ความถูกผิดไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลหลักฐานที่นำเสนอโดยฝ่ายต่างๆ...หากแต่อยู่ที่ว่าคนพูดนั้นเป็นคนฝ่ายไหนเท่านั้น

 ใครที่เฝ้าหน้าจอทีวีระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงจะสังเกตความประหลาดของปรากฏการณ์แห่งโลกของข่าวสารข้อมูลในเวทีการเมืองเช่นในรัฐสภา

 รูปเดียวกันที่สุเทพกับจตุพรนำมาเพื่อตอกย้ำสิ่งที่ตนอภิปรายเล่นงานอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ทั้งสองคนสามารถพยายามพูดเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตนพูดและสิ่งที่ทั้งสองพยายามจะบอกกับประชาชนนั้นเป็นคนละเรื่อง คนละด้านและอยู่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

 แต่รูปเหตุการณ์และตัวบุคคลในกรณีความขัดแย้งนั้น กลับสามารถถูกใช้โดยทั้งสองฝ่ายเพื่อยืนยันว่าข้างตนเองถูก อีกข้างหนึ่งผิด เหลือเชื่อไหม

 น่าขบขันไม่น้อยอีกเช่นกัน ที่ทั้งจตุพรและสุเทพอ่านรายงานการสอบสวนของดีเอสไอ ว่าด้วยกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนกับพฤษภาคมที่ผ่านมาอย่างละเอียด แต่ทั้งสองเลือกอ่านเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อตน และไม่อ่านส่วนของรายงานที่อาจจะไม่ช่วยให้ตัวเองดูดี

 คนดูทีวีและฟังวิทยุตลอด จะได้ประโยชน์ตรงที่ว่าเมื่อฟังสองคนนี้อภิปรายด้วยการอ่านจากรายงานส่วนที่ตนต้องการจะนำเสนอแล้ว ก็จะได้รับรู้รายงานเต็มๆ ทั้งฉบับ

 นักการเมืองเก่งเรื่องบอก "ความจริงเพียงครึ่งเดียว" เพื่อให้ตนได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง

 และเมื่อเราฟังทั้งสองข้าง ก็ควรจะได้ "ความจริงสองครึ่ง" ซึ่งบางทีก็ไม่ได้แปลมารวมกันแล้วจะได้ "ความจริงทั้งหมด"

 ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะบ่อยครั้งเราไม่รู้ว่าความจริง "ครึ่งไหน" ที่นักการเมืองเอามาเอ่ยอ้างให้เราฟัง

 แต่เมื่อฟังสุเทพกับจตุพรเสนอรายงานของดีเอสไอไปในกรณีเดียวกันแล้ว เราก็รู้ว่าอีกคนหนึ่งพยายามจะไม่เอ่ยถึงส่วนไหน...และนั่นย่อมแปลว่า เขาไม่ต้องการให้เรารู้ถึง "อีกครึ่งหนึ่ง" ที่อยู่ในรายงานนั้น

 ความสามารถพิเศษของนักการเมืองในการอภิปรายเล่นงานอีกฝ่ายหนึ่ง และตอบโต้คำอภิปรายนั้น คือ การหลบเลี่ยงไม่ตอบตรงคำถาม ไม่เข้าประเด็น คล้ายๆ กับว่า "แกถามอะไรไม่สำคัญ ฉันจะตอบของฉันอย่างนี้แหละ"

 ลงท้ายทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างก็แค่พูดเรื่องที่ตนต้องการจะพูด เพราะต้องการจะหาเสียงกับประชาชนผู้ฟัง โดยไม่สนใจว่าสามารถแก้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านหรือไม่

 และฝ่ายค้านก็ไม่ได้สนใจนักว่า ฝ่ายรัฐบาลตอบตรงคำถามของตนเองหรือเปล่า เพราะตนเองก็ต้องการเพียงที่จะให้คนฟังคนดูการอภิปรายที่ถ่ายทอดผ่านทีวีและวิทยุ ได้จดจำว่าตนได้แสดงวาทกรรมอย่างดุเด็ดเผ็ดมันไปแล้วเท่านั้นเอง

 แปลว่าประโยชน์ที่ประชาชนพึงจะหวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะสามารถ "จับผิดรัฐบาลได้คาหนังคาเขา" นั้น ก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ จากกระบวนการวิวาทะเช่นนี้

 คลิปเดียวกัน ภาพเดียวกัน จตุพรกับสุเทพยังพูดให้เข้ากับสิ่งที่ตนต้องการพูดได้...เราจึงไม่อาจจะหวังว่านักการเมืองจะบอกเราว่า "ความจริงๆ" นั้น อยู่ที่ไหนกันแน่

 คุณภาพการเมืองไทยก็ได้แค่นี้แหละท่านผู้ชม


สุทธิชัย หยุ่น