ข่าว

มุ่งถล่มลิเบียชัดเจนแต่แผนยังคลุมเครือ

มุ่งถล่มลิเบียชัดเจนแต่แผนยังคลุมเครือ

22 มี.ค. 2554

การปราบผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยมในลิเบีย ความกลัวว่าความน่าเชื่อถือของอภิมหาอำนาจโลกจะเสื่อมถอย ตลอดจนแรงกดดันภายในและภายนอกอาจเป็นปัจจัยรวมกันที่ทำให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ ตัดสินใจสั่งใช้ปฏิบัติการทางทหารจัดการพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบ

         หลังจากแสดงท่าทีระแวดระวังมาโดยตลอด กระทั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีมติแบบค่อนข้างกะทันหันสนับสนุนการกำหนดเขตห้ามบินเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน
 
         แต่โจทย์ใหญ่ซึ่งจริงๆ เป็นคำถามพื้นๆ ที่นายโอบามาและผู้นำกองทัพกลับยังให้คำตอบได้ไม่ชัดก็คือ เป้าหมายของปฏิบัติการทหารแสนแพงนี้ คืออะไรกันแน่ จะแค่ปกป้องชาวลิเบียจากรัฐบาลกัดดาฟี ตามมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ หรือเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ของนายโอบามาที่ลั่นวาจาไว้เมื่อสองอาทิตย์ก่อนว่า กัดดาฟีต้องไปสถานเดียว
 
 พล.ร.ท.วิลเลียม อี กอร์ตนีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเสนาธิการทหารร่วม กระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า ที่ทำอยู่ไม่ใช่กำลังไล่ล่ากัดดาฟี ทั้งที่รายงานที่ออกมาจากกรุงตริโปลีนั้นตรงกันว่า เสียงระเบิดดังกึกก้อง และเห็นควันพวยพุ่งจากที่พักของพันเอกกัดดาฟี สถานที่สำคัญทางทหารหรือหน่วยบัญชาการ
 
          ไม่ว่าเจตนาที่ประกาศออกมาจะคืออะไร แต่มีสัญญาณชัดเจนว่า มาตรการทหารที่อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ เริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ ทำท่าจะคุกคามรัฐบาลเสียเอง แถมยังมีความเสี่ยงว่าหากแสนยานุภาพทางอากาศทำอะไรพันเอกกัดดาฟีไม่ได้ จะเป็นคำถามให้สหรัฐและพันธมิตรทั้งหลายต้องขบคิดว่าจะทุ่มทรัพยากรอีกแค่ไหนและอย่างไรต่อไปในเมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจน แต่นายโอบามาพูดชัดว่าสหรัฐจะไม่ส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปในลิเบียอย่างแน่นอน 
 
       ความล่าช้าในการตัดสินใจของยูเอ็น หรือล่าช้าเพราะอะไรก็ตาม  22 วันนับจากกองกำลังกัดดาฟีสาดกระสุนครั้งแรกใส่ผู้ประท้วงในลิเบีย ทำให้การกำหนดเขตห้ามบินยิ่งทวีความซับซ้อน ขณะที่จรวดโทมาฮอว์กพุ่งใส่เป้าหมายลิเบียเมื่อวันเสาร์นั้น ทหารของกัดดาฟีพร้อมด้วยทหารรับจ้าง ได้รุกไล่ฝ่ายกบฏออกจากชายขอบกรุงตริโปลีทางตะวันตก ถอยร่นไปยังเมืองเบงกาซี ทางตะวันออก และเกือบจะเข้ายึดฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มกบฏแห่งนี้ไว้ได้
 
       เมื่อรวบรวมทัศนะของผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คน และแม้เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลเองก็ยอมรับว่า การบีบบังคับให้กัดดาฟีสละอำนาจ อาจทำได้ง่ายกว่านี้หากประชาคมโลกตัดสินใจดำเนินมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ฝ่ายกบฏถือไพ่เหนือกว่า แทนที่จะปล่อยจนฝ่ายกบฏถูกต้อนไปอยู่รวมกันที่เมืองเบงกาซี และเป็นไปได้ว่าขณะนี้ลำพังเขตห้ามบินอย่างเดียวอาจไม่พอ

         กระนั้น พล.ร.อ.ไมค์ มุลเลน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบในลิเบีย ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นการสนับสนุนมติสหประชาชาติ ซึ่งต้องการให้จำกัดหรือขจัดขีดความสามารถของผู้นำลิเบีย ในการเข่นฆ่าประชาชนของตนเองและเปิดทางสะดวกให้การบรรเทาทุกข์เข้าถึงชาวลิเบียที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ

            เมื่อถูกถามว่าภารกิจครั้งนี้จะเรียกว่าสำเร็จได้หรือไม่ หากกัดดาฟียังอยู่ในอำนาจ พล.ร.อ.พลมุลเลนตอบว่า นั่นเป็นผลลัพธ์หนึ่งที่อาจเป็นไปได้ และว่าสิ่งที่พันธมิตรอยากเห็นคือ กองกำลังรัฐบาลลิเบียกลับเข้ากรมกอง แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ฝ่ายกบฏควรทำอย่างไรต่อไปภายใต้การคุ้มกันของพันธมิตร
 
         แกนนำพรรครีพับลิกันหลายคนในสภาคองเกรส แม้แต่พันธมิตรของโอบามาเอง จึงออกมาชี้ว่า เป้าหมายของปฏิบัติการทหารไม่มีความชัดเจน และจะใช้ทรัพยากรทางทหารแค่ไหน อย่างไร ยังไม่ต้องพูดถึงยุทธศาสตร์การถอนตัวซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับตอนที่ตัดสินใจยื่นมือแทรกแซง
 
        นอกจากนี้ พันธมิตรอาหรับบางส่วน โดยเฉพาะจากสันนิบาตอาหรับก็แสดงความไม่พอใจ นายอามีร์ มุสซา เลขาธิการสันนิบาตอาหรับ วิจารณ์ว่าการโจมตีด้วยจรวดเป็นร้อยๆ ลูก เลยเถิดไปจากที่ชาติอาหรับกลุ่มนี้สนับสนุนมติยูเอ็น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป้าหมายของการจัดตั้งเขตห้ามบิน พวกเขาต้องการให้ปกป้องพลเรือน ไม่ใช่ถล่มพลเรือนให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นไปอีก

        แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาและผู้นำกองทัพ กำลังพยายามลดความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยการย้ำว่า เป็นปฏิบัติการทหารแบบจำกัด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศในสหรัฐมองว่า เมื่อบารัก โอบามา ได้ออกปากไปแล้วว่า กัดดาฟีต้องไป แต่หากพันเอกกัดดาฟียังอยู่ในอำนาจได้ ผลอาจทำให้สหรัฐและปฏิบัติการที่สหประชาชาติสนับสนุนถูกมองว่าล้มเหลว

        ผลลัพธ์อย่างเดียวที่ยอมรับได้ คือโค่นอำนาจกัดดาฟี หากน้อยกว่านั้น ความน่าเกรงขามและความเชื่อถือของสหรัฐจะเสื่อมถอยลงอย่างเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะในสายตาของพวกเผด็จการ