
ชี้ช่องเปิดประตูการค้า"อินเดีย"ศึกษาตลาดให้ลึก-หาพันธมิตรท้องถิ่น
"อินเดีย" นับเป็นตลาดที่สำคัญของไทย โดยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 11 และเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ ทั้งเป็นตลาดที่มีผู้บริโภคขนาดใหญ่มีประชาชนมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน คือกว่า 1,150 ล้านคน ขณะที่เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูงรวมกว่า 350 ล
ในด้านเศรษฐกิจ ประเทศอินเดียมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 9.7% เมื่อปี 2553 มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูงถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าปีนี้อินเดียจะมีการเติบโตต่อเนื่องถึง 8.4% โดยสัดส่วน 54% ของจีดีพี มาจากภาคบริการ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและดึงดูดการลงทุนมากที่สุด เช่น ไอที การเงินการธนาคาร อาร์แอนด์ดี โทรคมนาคม และการก่อสร้าง เป็นต้น
"พรทิวา นาคาศัย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการนำคณะผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน อินเดีย-อาเซียน บิสซิเนส แฟร์ แอนด์ บิสซิเนส คอนเคลฟ 2011 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ระบุว่า การนำผู้ประกอบการไทยกว่า 70 รายเข้าร่วมงานในครั้งนี้เพื่อแสดงให้ผู้บริโภคชาวอินเดียเห็นว่าไทยมีสินค้าที่น่าสนใจหลากหลาย ซึ่งสินค้าที่อยู่ในความนิยมของอินเดียหลักๆ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
"เรามองมาแต่แรกแล้วว่า อินเดียเป็นตลาดที่น่าบุกและน่าจะไปได้ดี เนื่องจากมีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงถึง 300 กว่าล้านคน" นางพรทิวากล่าว
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า โอกาสของสินค้าไทยมีหลากหลายมาก เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนสินค้าส่งออกหลักๆ ทั้งกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ในด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างก็มีศักยภาพที่ดี ซึ่งใน 5 ปีข้างหน้ารัฐบาลอินเดียตั้งงบประมาณลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นมูลค่ากว่าล้านล้านรูปี ทำให้เป็นอีกเซ็กเตอร์ที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มองว่าคนไทยยังรู้จักตลาดอินเดียค่อนข้างน้อย จึงอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยควรเข้าไปอินเดียให้มากขึ้น โดยไปศึกษา พบเจอคนอินเดีย ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ว่าเขาอยู่อย่างไร ซื้อสินค้ากันที่ไหน ซึ่งจะเห็นได้ว่าอินเดียไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทำให้การค้าขายจะอยู่ตามร้านค้ารายย่อยเป็นหลัก ขณะที่กรมส่งเสริมการส่งออกเองนั้น ที่ผ่านมาเราได้ให้ความสำคัญกับตลาดอินเดีย อาเซียน และจีน สำหรับตลาดอินเดียมีแผนที่จะนำคณะผู้ประกอบการไทยเข้ามาในตลาดนี้ให้มากขึ้น โดยจะแบ่งเป็นรายกลุ่ม และไปเจาะตลาดเป็นรัฐเพื่อลงลึกมากขึ้น
แนะศึกษาตลาดอินเดียถ่องแท้
นายเจนต์ เลี่ยมมินฟุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย กล่าวถึงการเจาะตลาดอินเดียว่า สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใหม่นั้น แนะนำว่าควรศึกษาระเบียบการค้าของอินเดียก่อน ซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่เหมือนใคร และควรศึกษาประเพณีการค้าของอินเดียที่ไม่เหมือนใครเช่นกัน โดยการเข้ามาทำการค้ากับอินเดียนั้น หากมาเดี่ยวๆ อาจจะเสียเวลาเปล่าและเข็ดที่จะทำการค้ากับอินเดีย จึงแนะนำว่าควรที่จะหาพันธมิตรที่เป็นคู่ค้าท้องถิ่น ซึ่งหากสามารถไปด้วยกันได้ดีจะทำให้สามารถทำการค้าในอินเดียได้อย่างยืนยาว
"อยากให้คนไทยมองว่าตลาดอินเดียมีโอกาสที่ดี ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาว่าเป็นตลาดใหม่ที่ภาพรวมเศรษฐกิจค่อนข้างดี มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 8-9% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศจีน ขณะเดียวกันกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมีมากถึง 300-500 คน เป็นกลุ่มระดับบนและกลาง ขณะที่กลุ่มตลาดล่างอาจจะต้องแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในอินเดียและสินค้าจากจีนที่มีต้นทุนผลิตต่ำกว่า ทำให้โอกาสที่ไทยจะเข้าไปแข่งขันในตลาดกลุ่มล่างนี้ค่อนข้างลำบาก เว้นจะย้ายฐานการผลิตมาที่อินเดีย" นายเจนต์ กล่าว
สำหรับโอกาสสินค้าไทยมีโอกาสทั้งที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และกึ่งสำเร็จรูปที่ส่งเข้าไปในอินเดียเพื่อผลิตต่อเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายในตลาดอินเดียและยังสามารถใช้อินเดียเป็นฐานส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียงทั้งในภูมิภาคเอเชียใต้ แอฟริกา และตะวันออกกลาง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะมองว่ากลุ่มผู้บริโภคอินเดียระดับบนและกลางจะมีอนาคตสำหรับสินค้าไทย แต่จะต้องหาช่องทางตลาดด้วยการเข้ามาเรียรรู้รสนิยมของผู้บริโภคอินเดียด้วย โดยศึกษาว่าสินค้าที่มีนั้นสอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวอินเดียหรือไม่
"ขณะนี้ยังมองว่าผู้ประกอบการไทยยังกล้าๆ กลัวๆ ในการรุกตลาดที่อินเดีย ขณะที่นักธุรกิจอินเดียเองเขาได้บุกเข้ามาตั้งออฟฟิศในประเทศไทย เพื่อหาสินค้าที่ตรงใจกับผู้บริโภค และซื้อสินค้าไทยส่งออกไปจำหน่ายในประเทศอินเดียกันแล้ว จึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยกล้าๆ หน่อย แต่ก่อนที่จะกล้าก็ควรศึกษาตลาดอินเดียให้เข้าใจเสียก่อน เพราะอย่างที่บอกว่ารูปแบบธุรกิจของอินเดียจะมีความแตกต่างจากที่อื่นๆ การจะเจาะตลาดจึงแนะนำว่าให้หาคู่ค้าท้องถิ่น หรือตั้งหน่วยงานกลางของเอกชนกันเองเพื่อเป็นตัวประสาน ซึ่งจะตั้งเป็นสมาคมธุรกิจไทยในอินเดียก็ได้ ในขณะที่ข้อมูลด้านกฎระเบียบ กติกาต่างๆ ทางราชการพร้อมที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว" นายเจนต์กล่าว
หวังอินเดียเป็นประตูการค้า
ด้านนายวีระวัฒน์ ลิมปาภินันท์ ศิลปินและกรรมการจากร้านอุดมศักดิ์ อาร์ท แอนด์ เดคคอร์ หนึ่งในผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมในงานอินเดีย-อาเซียน บิสซิเนส แฟร์ กล่าวถึงสาเหตุที่ให้ความสนใจไปเปิดตลาดที่ประเทศอินเดียว่า เดิมทีตนมีหน้าร้านอยู่ที่จตุจักร พลาซ่า จะมีลูกค้าชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียให้ความสนใจในสินค้าของทางร้านมาก โดยการสั่งซื้อจะเป็นลักษณะซื้อหลายๆ ชิ้นเพื่อนำไปจำหน่ายต่ออีกครั้ง ส่วนเหตุผลที่คนอินเดียชอบผลงานของทางร้านนั้น ตนมองว่าเป็นเพราะการออกแบบ และสีสันของผลิตภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีทอง มักจะเป็นที่ต้องการตามรสนิยมของชาวอินเดีย ทำให้ตัดสินใจลองมาชิมลางที่ตลาดอินเดีย
"หากพิจารณาถึงรูปแบบธุรกิจของตลาดอินเดียจะมีลักษณะเฉพาะตัว คือในการสั่งซื้อสินค้ามักจะสั่งซื้อเป็นลอตๆ เพื่อนำไปจำหน่าย โดยไม่มีการสต็อกสินค้า และเมื่อจำหน่ายหมดแล้วก็คือจะหมดเท่านั้น จะต่างจากทางฝั่งยุโรป หรืออียู ที่จะสั่งซื้อสินค้าเป็นลอตและสต็อกสินค้าไว้จำนวนหนึ่ง ทำให้ดูแล้วว่าทางร้านเองมีความพร้อมเพียงพอรองรับกับตลาดในอินเดียได้ โดยจะเป็นสินค้าที่ทางร้านออกแบบและผลิตเอง เป็นสินค้าตกแต่งบ้านกลุ่มแฮนดิคราฟ ซึ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน ตลอดจนกลุ่มโรงแรมต่างๆ" นายวีระวัฒน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทำให้ยังคาดหวังเพียง 50% เท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าของทางร้านนั้นจะตรงใจชาวอินเดียหรือไม่ ซึ่งหากถูกใจจริงก็จะชอบเลย หากไม่ชอบก็คือไม่ชอบ
นายสรกิจ มั่นบุปผชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีธ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านโฮเทล ซัพพลาย และโฮม ยูส กล่าวว่า เดิมทีทางบริษัทจะเน้นกลุ่มลูกค้าทางฝั่งยุโรปเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปยังอยู่ในช่วงชะลอตัว รวมทั้งเห็นว่าเมื่อไทยทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอาเซียน ตลอดจนประเทศคู่ค้าอาเซียนอีก 6 ประเทศได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จึงหันมามองกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นหลัก โดยเน้นการนำเสนอสินค้าไทย แบรนด์ไทย ความเป็นไทย ตลอดจนการเป็นสินค้าที่ได้รับมาตรฐานการยอมรับจากกลุ่มยุโรปมาแล้วมานำเสนอกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี รวมทั้งตลาดในตะวันออกกลาง และดูไบ
โดยนอกจากกลุ่มเป้าหมายจะเป็นลูกค้าประเภทโรงแรมแล้ว ยังมีกลุ่มร้านอาหารต่างๆ ด้วย โดยพบว่าธุรกิจโรงแรมในอินเดีย ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าไปลงทุนทำธุรกิจจำนวนมากแล้ว แต่ตลาดอินเดียก็ยังมีศักยภาพสูงมาก โดยมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมชั้น 1 ของโลกเข้าไปลงทุนในอินเดียอีกจำนวนมาก ทำให้ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมหาศาล และอินเดียจะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก อีกทั้งอินเดียยังเป็นประตูการค้า ทำให้สามารถขยายตลาดไปสู่เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และรัสเซีย โดยเฉพาะศรีลังกา ซึ่งปัญหาทางการเมืองเพิ่งจะสงบมาไม่นาน ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว จะทำให้มีการลงทุนอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การทำตลาดกับอินเดียนั้นจะต้องใจเย็น และทำให้ลูกค้าอินเดียมีความไว้ใจและเชื่อมั่นใจตัวเราให้ได้ ก็จะสามารถทำธุรกิจกันอยู่ตลอดรอดฝั่ง และสุดท้ายบางครั้งเราจะต้องยอมเสียเปรียบบ้างนิดหน่อยเพื่อให้ลูกค้าอินเดียไว้ใจและอยู่กับเรานานๆ



