
รัฐบาลเร่งดัน"รถไฟไทย-จีน"สุดลิ่ม
รัฐบาลเดินหน้าโครงการรถไฟไทย-จีน เร่งลงนามให้เสร็จก่อนยุบสภา หวังประกวดราคาปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า "โสภณ" เสนอไม่กำหนดค่าโดยสารตายตัวในเอ็มโอยู ห่วงบีบมากเกินไป เชื่อรัฐคุมค่าโดยสารได้ เหตุบริษัทร่วมทุนที่เข้าถือหุ้นเป็นรัฐวิสาหกิจ
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการประสานงานโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความร่วมมือในการพัฒนากิจการรถไฟไทย-จีน โดยในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ จะเชิญผู้แทนฝ่ายจีนระดับปฏิบัติและระดับนโยบายมาหารือร่วมกัน เพื่อลงนามเอ็มโอยูต่อไป ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเสร็จทันก่อนยุบสภาและสามารถประกาศประกวดราคาได้ในช่วงปลายปี 2554 หรือต้นปี 2555
สาระสำคัญของร่างเอ็มโอยูที่จะนำไปเจรจากับจีนจะกำหนดหัวข้อความร่วมมือในประเด็นหลักๆ เช่น ขอบเขตการถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของฝ่ายจีนให้แก่ฝ่ายไทย และขอบเขตในการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ซึ่งได้เสนอในที่ประชุมว่า ไม่ต้องการให้กำหนดค่าโดยสารตายตัวในเอ็มโอยู เพราะจะเป็นการบีบทั้งสองฝ่ายมากเกินไป อีกทั้งรัฐบาลสามารถควบคุมค่าโดยสารได้อยู่แล้ว เพราะบริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นจะเป็นรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลของภาครัฐ แม้คณะกรรมการบริษัทจะมีความเป็นอิสระ แต่ไม่ได้หมายความจะขึ้นค่าโดยสารได้ตามใจชอบ
ด้าน นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เอ็มโอยูของไทยและจีนยังมีความแตกต่างกันเรื่องจำนวนเส้นทาง ซึ่งของจีนได้เพิ่มเส้นทางกรุงเทพฯ-อรัญประเทศขึ้นมา จากที่กรอบการเจรจาของไทยมี 5 เส้นทาง คือ 1.กรุงเทพฯ-หนองคาย 2.กรุงเทพฯ-สุดชายแดนภาคใต้ของไทย 3.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 4.กรุงเทพฯ-ระยอง และ 5.กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี โดยไทยจะเจรจาให้จีนดำเนินการใน 2 เส้นทางที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนคือ กรุงเทพฯ-หนองคาย และกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์
แหล่งข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า แม้ฝ่ายจีนจะเป็นผู้ลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีและราง แต่การเดินรถต้องให้คนไทยเป็นผู้ดำเนินการ เพราะเป็นการเดินรถไฟในเขตประเทศไทย จึงต้องกำหนดให้จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทย ส่วนขอบเขตจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเจรจา รวมทั้งกำหนดเรื่องการควบคุมค่าโดยสาร ซึ่งที่ประชุมหารือกันว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารควรกำหนดหลักเกณฑ์ไว้หรือไม่ เช่น ก่อนการปรับขึ้นค่าโดยสารต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหรือไม่ต้องเสนอ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า หากต้องขออนุมัติรัฐบาลทุกครั้งอาจเกิดความยุ่งยาก จึงตัดประเด็นนี้และกำหนดกรอบกว้างๆ



